รู้ทันกฎหมาย : สิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย
คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2547
เป็นผู้ต้องหาก็มีสิทธิกับเขาเหมือนกัน แม้จะไม่ใช่เป็นสิทธิพิเศษกว่าคนธรรมดาก็ยังดีที่ว่ามีสิทธิ เมื่อถูกจับหรือถูกแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด ก็จะตกเป็นผู้ต้องหาและอาจถูกควบคุมตัวหรือขังได้ ในสถานการณ์อย่างนี้ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร และมีสิทธิเรียกร้องจะพบและปรึกษาทนายความได้ด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทราบหรือไม่แน่ใจก็เลยไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้
การได้พบและปรึกษาทนายความตามที่กฎหมายให้สิทธิไว้นี้ มีดีตรงที่ให้พบได้แบบสองต่อสองเสียด้วย เท่านั้นยังไม่พอ เวลาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ผู้ต้องหายังมีสิทธิจะให้ทนายความเข้าฟังการสอบสวนปากคำได้ แต่การเข้าฟังการสอบสวนเป็นสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องจัดหาพาทนายให้กับผู้ต้องหา อย่างนี้เรียกว่าต้องไขว่คว้าหาทนายความมาเอง
ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้พาทนายมาร่วมฟังการสอบสวนแล้วจะมาอ้างไม่ได้ว่าที่ถูกสอบสวนไปนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ให้ทนายเข้ามาฟัง เรื่องพรรค์นี้มันเป็นสิทธิที่เราต้องใช้ ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดำเนินการจัดหามาให้ เมื่อผู้ต้องหาไม่ใช้สิทธิก็หมดสิทธิไป จะมารีไวด์ยูเทิร์นอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
แต่ถ้าผู้ต้องหาขอให้ทนายของตนเข้าฟังการสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนไม่ยอมให้เข้าฟังอย่างนี้เป็นเรื่อง เพราะเมื่อใช้สิทธิแล้วถูกห้ามหรือกีดกัน ผู้ต้องหาสามารถอ้างได้ว่าการสอบสวนไม่ชอบได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องการจัดทนายความนั้น กฎหมายกำหนดให้บริการส่วนนี้แก่ผู้ต้องหาด้วยเหมือนกัน คือในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ท่านกำหนดไว้ให้ตำรวจถามเด็กเสียก่อนว่ามีทนายหรือไม่ โดยต้องถามก่อนที่จะทำการสอบสวนด้วย และถ้าเด็กไม่มี พนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่จัดหาทนายความมาดูแลให้ แบบนี้ถ้าตำรวจทำเฉยไม่แจ้งให้ทราบถึงสิทธิอันนี้ ก็อาจมีปัญหาว่าการสอบสวนจะชอบหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องทำ
สิทธิของผู้ต้องหาอีกประการก็คือ ถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วด้วย ถือว่ามีสวัสดิการระหว่างถูกควบคุมตัวพอสมควร
ในระหว่างการสอบสวนนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทำการสอบสวนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมด้วย ในชั้นสอบสวนนี้ ถ้อยคำที่ให้การไว้จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีในชั้นศาล ผู้ต้องหาจึงอาจอยากให้การแบบครั้งเดียวไม่ซ้ำซาก หรือไม่อยากให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยเหตุใดก็ตาม ก็มีสิทธิที่จะไม่ให้การก็ได้ ตำรวจจะมาซ้อมหรือบังคับให้ให้การไม่ได้ทั้งสิ้น
ผ่านขั้นตอนชั้นโรงพักแล้วก็มาถึงการส่งฟ้องต่อศาล เมื่อตำรวจสรุปสำนวนทำความเห็นเสนอให้อัยการสั่งคดี ถ้าอัยการเห็นควรฟ้องก็จะนำคดีสู่ศาลเพื่อพิจารณาต่อไป แล้วผู้ต้องหาก็มีฐานะเป็นจำเลย
หลังจากผ่านการพิจารณาที่ศาลแล้ว ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด จำเลยคนนี้ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากรัฐได้อีกด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นจำเลยในคดีที่อัยการเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล และได้ถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี ประมาณว่าไม่ได้ถูกติดคุกฟรีๆ นั่นเอง
การเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นเรื่องที่รัฐเข้ามาจัดการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จัดการกับคนไม่ดี แต่คนไม่ดีก็มีสิทธิในความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับความเป็นธรรมจากผู้ดูแลกฎด้วย
****************************
[/color]
"Thank You" from 1 Member