R@nthong.com
31 ตุลาคม 2014, 05:52:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เสริมสุขส่ง'เอส โคล่า'บุกตลาด พ่วง'ไทยเบฟ'แจ้งเกิดแบรนด์ < 30 ต.ค. 55 >  (อ่าน 3742 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 121


กระทู้: 16106



« เมื่อ: 30 ตุลาคม 2012, 12:04:22 »

ที่มา : ขอขอบคุณ

http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=37129

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ


คาดเสริมสุข ทุ่มงบไม่จำกัด แจ้งเกิดแบรนด์น้ำดำน้องใหม่"เอส โคล่า" คาดปีแรกใช้ไม่ต่ำกว่าพันล้านเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์ รับแผนรุกไทย-อาเซียน

แบรนด์น้ำดำน้องใหม่ "เอส โคล่า" ของค่ายเสริมสุข ภายใต้ร่มเงากลุ่มไทยเบฟ หลังจากซุ่มเงียบปั้นแบรนด์ เอส โคล่า (est cola) เตรียมความพร้อมทุกด้าน ตั้งแต่การผลิต และจำหน่าย รวมทั้งแผนบุกตลาด หลังสิ้นสุดสัญญากับ "เป๊ปซี่โค" 1 พ.ย. นี้ จะมีการเปิดตัวและประกาศแผนรุกตลาดของ "เอส โคล่า" อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 พ.ย. นี้ ที่โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยระบุว่าเป็นการ "เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการน้ำอัดลมไทย"

นำทีมแถลงข่าว โดย นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร นายฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ และ นายปริญญา เพิ่มพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการขาย

แหล่งข่าวในวงการค้า กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เสริมสุข จะทำการเปิดตัวเครื่องดื่มน้ำอัดลม "เอส โคล่า" เข้าแทนที่เป๊ปซี่ทันที โดยจะใช้ฐานการผลิต สายส่ง ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เดิมทุกอย่าง ขณะที่ "ขวดแก้วเก่า" ภายใต้แบรนด์เป๊ปซี่ที่ยังไม่มีการเก็บคืนนั้น หากร้านค้าจำหน่ายหมดแล้วเสริมสุขจะทำการเก็บขวดเหล่านั้นคืน และหากสั่งใหม่จะเป็นแบรนด์ เอส โคล่า แทน

เอส โคล่า เตรียมวางตลาดทั้งในรูปแบบขวดแก้ว ขวดพีอีที และ กระป๋อง พร้อมกับการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาอย่างเป็นทางการ หลังจากยิงทีเซอร์เรียกความสนใจมาระยะหนึ่งแล้ว โดยจะมี 3 พรีเซ็นเตอร์นักร้องชื่อดังเป็นตัวแทนสื่อสารแบรนด์ ประกอบด้วย "บี้" สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว นักร้องและนักแสดงสังกัดเอ็กแซ็กท์ ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ "โตโน่" เดอะสตาร์ (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) และ ไมค์ - พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ศิลปินในเครือแกรมมี่

"ทั้ง บี้-โตโน่-ไมค์ มีภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ร่าเริง สดใส สะท้อนคาแรคเตอร์แบรนด์ เอส โคล่า ได้เป็นอย่างดี มีแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั่วประเทศ ที่จะทำให้แบรนด์เอสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว" แหล่งข่าวกล่าว

ไทยเบฟหนุน 'เอส' พ่วงแบรนด์ในเครือ
แหล่งข่าวในวงการ มีเดีย เอเยนซี วิเคราะห์ด้วยว่า กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำอัดลมใหม่ "เอส โคล่า" ของ เสริมสุข ภายใต้ร่มเงา "ไทยเบฟ" ซึ่งมีบริษัท ทศภาค จำกัด เป็นผู้ดูแลการซื้อสื่อในเครือทั้งหมด เชื่อว่าจะมีการใช้งบประมาณโฆษณาแบบ "ไม่จำกัด" เพื่อแจ้งเกิดแบรนด์เอส นับจากวันที่ 2 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป

ทั้ง ไทยเบฟและเสริมสุข จะทุ่มงบประมาณมากกว่าทุกแบรนด์น้ำดำในตลาด ในอัตราที่สูงกว่า "2-3 เท่าตัว" ทีเดียว เพื่อปูพรมการโฆษณาผ่านสื่อ ตอบโจทย์การสร้างแบรนด์ใหม่ให้แจ้งเกิด จะเห็นได้จากการแทรก "ทีเซอร์" เข้าไปในช่วงละครหลังข่าวค่ำ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาไพร์มไทม์หรืออัตราโฆษณาสูงสุดของสถานี นาทีละ 4.8-5 แสนบาท

หลังจากสิ้นสุดสัญญาระหว่างเสริมสุขและเป๊ปซี่โค 1 พ.ย. นี้ เสริมสุขจะต้องรุกทำตลาดอย่างหนัก ใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication : IMC) เต็มรูปแบบ ทั้งการจัดกิจกรรมในกลุ่มผู้บริโภค, แบรนด์ สปอนเซอร์, และกิจกรรมกับร้านค้า ซึ่งเสริมสุขมีจุดเด่นด้านการกระจายสินค้าผ่านจุดขายทั่วประเทศกว่า 2 แสนแห่ง

"หากเปรียบเทียบตัวเลขงบโฆษณาในปี 2554 ที่ผ่านมา เป๊ปซี่ ใช้ไปราว 462 ล้านบาท เชื่อว่าทั้งปีของแบรนด์ เอส โคล่า จะใช้มากกว่า 2-3 เท่าตัว เพื่อเร่งแจ้งเกิดแบรนด์ให้เร็วที่สุด เพราะว่าตลาดน้ำดำ เป็นการแข่งขันของแบรนด์ที่แข็งแกร่งในระดับโกลบอล ปีแรกของการสร้างแบรนด์ของ เอส โคล่า ไม่น่าต่ำกว่าหลักพันล้านบาทอย่างแน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญที่ "ไทยเบฟ" น่าจะนำมาใช้เพื่อแจ้งเกิด "เอส โคล่า" คือ การนำแบรนด์น้ำดำน้องใหม่ "เอส" เข้าเป็นสปอนเซอร์ในกีฬาดัง หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ไทยเบฟ ทุ่มงบประมาณเป็นสปอนเซอร์หลัก โดยใช้แบรนด์ "ช้าง" เป็นสปอนเซอร์

"ช้าง อาจจะหลีกทางด้วยการส่งแบรนด์ เอส เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรม หรือการแข่งขันกีฬาลีกดังที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพื่อเร่งสร้างแบรนด์เอสในตลาด"

ขณะเดียวกัน ภายใต้เครือข่ายธุรกิจข้ามชาติของไทยเบฟ ที่มีเป้าหมายบุกตลาดอาเซียนด้วยนั้น การเปิดตัวน้ำดำ เอส โคล่า ของเสริมสุขในครั้งนี้ อาจจะเป็นการเปิดตัวเพื่อทำตลาดในระดับภูมิภาคอาเซียน ไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านไทยเป็นกลุ่มแรก

ที่ผ่านมา เสริมสุข ได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ เกรท แบรนด์ ลิมิเต็ด จำกัด ที่ประเทศฮ่องกง เมื่อ 1 มิ.ย. 2555 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อบริหารแบรนด์ภายใต้บริษัทเสริมสุขทั่วโลก การเลือกสร้างฐานของ เกรท แบรนด์ ลิมิเต็ด ที่ฮ่องกง เสริมสุขมองว่าเศรษฐกิจในฮ่องกงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายชาติ การสร้างแบรนด์ในประเทศนี้จึงส่งผลดีต่อบริษัทอย่างมาก แน่นอนว่าหมายรวมถึงแบรนด์สัญชาติน้ำดำไทย "เอส โคล่า" นี้ด้วย

"รสชาติ" จากประสบการณ์กว่า 50 ปี ไม่เพียงพิสูจน์ฝีมือของเสริมสุข แต่ยังเดิมพันสูง จาก "ผู้นำ" ทางการตลาดกับอดีตแบรนด์ในมือ "เป๊ปซี่" ที่มุ่งมั่นรักษาส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 50% ท่ามกลางคู่แข่งระดับโลก "โค้ก" เดินหน้าเขย่าบัลลังก์เบอร์ 1 ขณะที่ "บิ๊ก โคล่า" ม้ามืดจากเปรู ประกาศเป้าหมายเบอร์ 2 ในตลาดน้ำดำ ที่คาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 20-25% ภายใน 5 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน เป็นคำถามและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า "เอส โคล่า" จะอยู่ลำดับไหนของตลาด

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

"Thank You" from 1 Member
บันทึกการเข้า
หัวตาหลิว
จงกล้าบุกเบิกหนทางที่ยากลำบาก สู่ความสำเร็จในธุรกิจ ("แม้แต่ปลายังว่ายทวนน้ำ)
Gold Shop
ผู้จัดการใหญ่
*****

คะแนนถูกใจสะสม 175


กระทู้: 6188


พญาหงส์ไม่เกาะกิ่งไม้เล็ก


« ตอบ #1 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2012, 12:06:40 »

รีบหาขวดแป๊บซี่เก็บเร็ว พี่น้อง
บันทึกการเข้า

amorn
Gold Shop
หัวหน้าพนักงานขาย
*****

คะแนนถูกใจสะสม 11


กระทู้: 417


« ตอบ #2 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2012, 15:36:53 »

Grin Grin Grin ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 121


กระทู้: 16106



« ตอบ #3 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2012, 16:02:57 »

รีบหาขวดแป๊บซี่เก็บเร็ว พี่น้อง

Like / 475 : เฮียหลิว ครับ

 Embarrassed  Embarrassed  Embarrassed


Grin Grin Grin ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ

Like / 22 : คุณ amorn ครับ

 ขอบคุณครับ   ขอบคุณครับ   ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
Scenery
Gold Shop
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 41


กระทู้: 1114



« ตอบ #4 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2012, 08:29:23 »

ผมเก็บแล้วครับ ขวดเล็ก 2 ลัง ขวดบิก 1 ลัง Grin
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 121


กระทู้: 16106



« ตอบ #5 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2012, 09:16:47 »

เรื่องยังไม่จบครับ วันนี้มีข่าวมาให้ติดตามกันต่อครับ

 ขอบคุณครับ   ขอบคุณครับ   ขอบคุณครับ

ศึก4เส้า สงครามน้ำดำ est ส่อบล็อกเป๊ปซี่2แสนร้านค้า

 
สังเวียนธุรกิจน้ำดำ คึกคักอย่างยิ่ง แค่วอร์ม "โค้ก-เป๊ปซี่" ยังฟาดฟันกันถึงเพียงนี้ วงในคาด est เดินเกมบล็อกเป๊ปซี่ ใน 2 แสนร้านค้า


ใกล้ถึงวันที่ 1 พ.ย.55 เข้ามาเท่าไหร่ คู่แข่งศึกน้ำดำในไทย แต่ละค่ายต่างงัด “กลยุทธ์” กันมาเตะตัดขา ปาดหน้าเค้กคู่แข่งไม่ต่างจากสมรภูมิชาเขียว ที่ตัดหน้ากันแถลงข่าวเปิดตัวกลยุทธ์การตลาดระหว่างโค้ก (โคคา โคล่า) กับเป๊ปซี่แค่วันเดียว การตัดหน้ากันออกแคมเปญทางการตลาดของโค้ก ซีเดย์ วันโค้ก สุขซ่าสดชื่อทั่วไป “คาราวานแจกโค้ก 1 ล้านขวดทั่วประเทศ” วันเดียวกันที่เป๊ปซี่กำลังนั่งแถลงกลยุทธ์การตลาดที่รอยัล พารากอน ฮอลล์

การออกทีเซอร์ของ เอส “est” (กับคำพูดว่า..เอสทั่วประเทศเร็วๆนี้) น้ำดำยี่ห้อใหม่ของเสริมสุข ที่ก่อนหน้านี้ทายกันว่าเสริมสุขจะทำน้ำดำหรือไม่ หรือจะใช้แบรนด์ มาย โคล่า (My Cola) ธุรกิจน้ำดำที่อยู่ในพอร์ตของบริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) อีกธุรกิจที่เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งทีซีซีกรุ๊ป ไปฮุบมาได้จากเมืองลอดช่องมายังไม่สะเด็ดน้ำ หลังจากฮุบเสริมสุขมาก่อนหน้านี้

พอฟันธงว่าเสริมสุขจะทำน้ำดำ ก็ทายกันต่อว่าจะใช้ชื่ออะไร มีข่าวออกมาว่าจะใช้ชื่อ est แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ความนิ่งคือคำตอบ ทว่าสุดท้ายเสริมสุขก็ใช้ชื่อนี้จริงๆด้วย

นอกจากการทีเซอร์ในยูทูป เสริมสุขยังยอมจ่ายค่าโฆษณาช่วงไพร์มทามส์ นาทีละ 3-5 แสนบาท (ขึ้นอยู่กับช่องในฟรีทีวี) เพื่อป่าวประกาศว่าจะมี “ตาอยู่”เข้ามาชิงชัยในตลาดน้ำดำ

ไหนจะบิ๊กโคล่า สิงห์น้ำดำภูธร ที่รุกกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งแบบอินเตอร์ๆ กับแคมเปญ “บิ๊กโคล่า ท้าดวลจุดโทษกับโจ ฮาร์ต” สุดยอดผู้รักษาประตูอันดับต้นๆของโลก ด้วยงบการตลาดกว่า 160 ล้านบาทปูพรมทั้งในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย

4 เส้าธุรกิจน้ำดำ ระเบิดเปิดศึก กันอย่างหนักหน่วง ยังไม่มีใครขาอ่อน ณ สมรภูมิเมืองไทย

นี่แค่วอร์มร่างกาย แนะนำตัว 4 คู่ชก ยังไม่ได้ออกหมัด ยังสร้างสีสันกับให้กับตลาดน้ำดำในไทย มูลค่ากว่า 38,800 ล้านบาท ได้มากขนาดนี้

โดยเฉพาะคู่กัดตลอดกาลอย่างโค้ก กับ เป๊ปซี่ โดยโค้กออกตัวแรง ในจังหวะที่เป๊ปซี่ออกอาการเพลี้ยงพล้ำ ขอช่วงชิงความเป็น “เบอร์1” ในตลาดน้ำดำในไทย ซึ่งเป็นไม่กี่ประเทศที่ภาวะผู้นำตกเป็นของเป๊ปซี่ เหตุผลสำคัญเพราะมีเสริมสุข หนุนหลังช่วยกระจายสินค้าให้ผ่าน 2 แสนร้านค้าทั่วประเทศ บวกกับแบรนด์ที่ไม่เป็นรองโค้กของเป๊ปซี่

ทว่า หลังวันที่ 1 พ.ย.นี้ เสริมสุขกำลังจะเป็นไทจากเป๊ปซี่ “สุญญากาศ” ก่อนที่เป๊ปซี่จะตั้งหลักได้ และก่อนที่ผู้บริโภคจะทำความรู้จัก (Brand Perception) ยี่ห้อ est แม้จะมีจุดแข็งที่ช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแรงมากๆของเสริมสุข แต่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

จึงเป็นโอกาสของโค้กในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดน้ำดำเมืองไทย อย่างยิ่ง

ทว่าจนถึงขณะนี้ไม่อาจบอกว่า โค้ก เป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำดำในไทยแล้วหรือไม่ แม้โค้กจะเคลมผลประกอบการ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.55) จากเดอะนีล เส็น คัมปะนี (ประเทศไทย) ว่า มีส่วนแบ่งการตลาดรวมน้ำดำและน้ำสี ตระกูลแฟนต้า (คอร์ปอเรท แบรนด์) จาก 49% เป็น 54% สูงสุดในรอบ 10 ปี ก็ตาม

แต่เมื่อถามจี้ลงไปถึงส่วนแบ่งการตลาดเฉพาะตลาดน้ำดำ ผู้บริหารโค้ก ยังอ้ำอึ้ง

ถามไปที่ผู้บริหารต่างชาติของเป๊ปซี่ (จา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม เป๊บซี่ โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง) ก็ได้รับคำตอบที่แปลเป็นไทยอย่างถูกต้องว่า “เรามีส่วนแบ่งการตลาดน้ำดำในไทย โดยเฉลี่ยที่ 50%”

ดังนั้น ตัวเลขการเป็นผู้นำตลาดน้ำดำ จนถึงขณะนี้ จึงยังไม่ได้ข้อสรุป !!

ขณะที่แคมเปญการตลาดของโค้กกับคำสวยที่ว่า “ต้องซ่า ต้องกล้า ต้องโค้ก” โดยใช้ นางเอก 7 สีอย่าง แพนเค้ก เขมนิจ มาเป็นพรีเซนเตอร์ วิเคราะห์ลงไปแล้ว โค้กน่าจะทำเพื่อ“สกัดจุดอ่อน”ของตัวเอง ในสายตาของผู้บริโภค ที่รู้สึกว่า“เป๊ปซี่ ซ่ากว่า” เรียกว่า ซื้อเพราะความซ่า แพ้ก็เพราะความซ่า

โค้กเลยต้องบอกว่าตัวเอง “ซ่า” ไม่แพ้เป๊ปซี่ แถมยัง "ต้องกล้า"บ้าบิ่น คล้ายๆกับโฆษณาโซดาช้าง กับ สิงห์ ที่ช้างพยายามจะบอกว่า ของฉันก็ซ่าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีคนที่เชื่อฝังหัวว่าสิงห์ซ่ากว่าอยู่ดี

ส่วนการใช้พรีเซนเตอร์อย่างแพนเค้ก เพราะรู้ว่าจุดอ่อนของโค้ก คือความแมส (Mass) ที่แม้จะแมสแล้วก็ยังสู้เป๊ปซี่ที่ลงลึกกว่าในตลาดกลาสรูท (รากหญ้า) ไม่ได้ แพนเค้กคือนางเอกแม่เหล็ก 7 สี ที่มีเครือข่ายสัญญาณที่กว้างไกลที่สุด

มาถึงโลโก้ est แปลกใจที่การเลือกสี “น้ำเงิน ขาว แดง” ไม่รู้เป็นความจงใจหรือบังเอิญที่ดันไปตรงกับสีที่เป็นโลโก้ของเป๊ปซี่ กลายเป็นความเหมือนที่แตกต่างๆที่จะมาฟาดฟันกันในตลาด ที่อาจจะทำให้ผู้บริโภคจดจำได้เร็วขึ้น

ตัดกลับมาที่งานแถลงข่าวเป๊ปซี่ จา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊บซี่ โคล่า (ไทย)เทรดดิ้ง จำกัด ให้สัมภาษณ์กับสื่อทั้งไทยและเทศร่วม 2 ชั่วโมง ท่ามกลางคำถามถาโถม เพราะหลายๆคนอยากจะรู้จริงๆจังๆว่า หลังจากเป๊ปซี่หมดสัญญากับทางเสริมสุขแล้วอนาคตจะเป็นเช่นไร

“เป๊ปซี่ก็ยังเดินหน้าทำธุรกิจในไทยต่อไป เพราะตลาดไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญของทางกลุ่มเป๊บซี่โลก เพราะเราได้รับการยอมรับและเป็นที่หนึ่งในเรื่องของมาร์เก็ตแชร์มาตลอดเกือบ 60 ปีที่ทำธุรกิจในไทย” เขาเขย่าขวัญโค้ก

และยังบอกด้วยว่า เตรียมความพร้อมไว้เป็นปีแล้ว หลังจากเริ่มมีปัญหากับเสริมสุข ทั้งในส่วนของโรงงานการผลิตที่ไปเทคโอเวอร์โรงงานซานมิเกลมา และปรับสายพานการผลิตและขยายโรงงานรองรับตลาด

“ภายใต้หลังคาโรงงานผลิตเดียว (จากเดิมมี 5 หลังคาโรงงาน) เราก็สามารถป้อนเป๊ปซี่ออกสู่ตลาดได้ไม่มีปัญหา และบริษัทได้ลงทุนใหม่อีก 18,400 ล้านบาท ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การผลิตและกระจายสินค้า,กิจกรรมการตลาด และการจ้างงาน-พัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในส่วนของโรงงานผลิต 5,200 ล้านบาท มี 8 ไลน์การผลิต มีความสามารถการผลิต 600-800 ขวดต่อนาที"

พร้อมยังรับว่า "เป๊ปซี่จะไม่มีขวดแก้วจำหน่ายอีกต่อไป"

แม้จะมีการตั้งคำถามย้ำๆเพื่อให้ “จา-กรูท” ตอบให้เคลียร์ว่านี้ว่าจริงๆแล้วกำลังการผลิตหายไปเท่าไหร่ และต้องเพิ่มกำลังการผลิตอีกสักเท่าไหร่จึงจะกลับมาสู่จุดเดิม แต่เขาก็ยังไม่ยอมบอกข้อเท็จจริง

เข้าทำนอง “ตอบทุกคำถาม แต่ไม่ครบทุกคำตอบ” พร้อมกับบอกให้อดใจรอการแถลงข่าวอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ทว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกตนั่นก็คือผู้บริหารหนุ่มอินเดี้ยนคนนี้ เน้นย้ำในเรื่องการแข่งขันในด้านราคา จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เป๊ปซี่จะออกแเพคเกจจิ้งใหม่ ขนาดใหม่ เพื่อลงมา "เล่นราคา" มากขึ้น "จา-กรูท" พูดอยู่บ่อยครั้งในงานแถลงข่าวว่าต้อง "Competition Price”

ในส่วนของการกระจายสินค้า เป๊ปซี่ โค อิงค์ มาเหนือเมฆหันมาจับมืออินเตอร์แบรนด์อย่าง "ดีเอชแอล ประเทศไทย" ผ่านเครือข่ายและจุดบริการ 38 แห่งที่ให้บริการครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย

อีกเช่นเคย จา-กรูท ยืนยันว่า การจับมือกับดีเอชแอลจะช่วยให้เป๊ปซี่เข้าสู่ช่องทาง Traditional Trade ครอบคลุมทั่วประเทศเสมือนตอนอยู่กับเสริมสุข ทว่าเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าเสริมสุขมีช่องทางกระจายสินค้าครอบคลุมและมากที่สุดในประเทศแล้ว งานนี้จึงถือเป็นบททดสอบของเป๊ปซี่อย่างแท้จริง

ด้าน อาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ยิ่งการแข่งขันมีมากขึ้น ตลาดน้ำดำยิ่งมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในอาเซียนยังเติบโตได้ทั้งในไทยและฟิลิปปินส์เป็นกลุ่มประเทศที่บริโภคน้ำดำสูงสุดอัตรา 85-86 ขวดต่อคนต่อปี วัดจากประเทศที่กินโค้กกันอย่างดุเดือดอย่างเม็กซิโก ที่มีปริมาณการบริโภคถึง 700 ขวดต่อคนต่อปี นับว่าเป็นช่องว่างที่จะผลักให้คนกินเพิ่มได้อีก

“คนกินน้ำดำเติบโตขึ้นทุกปี เพราะคนชั้นกลางมีมากขึ้น การย้ายเข้าเมืองก็มีมาก เศรษฐกิจเติบโตขึ้น การกระจายสินค้าดีขึ้นเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ตลาดน้ำดำเติบโต”

เขายังเห็นว่าการแข่งขันเป็นเรื่องสนุก ถ้าใช้กลยุทธ์ที่ตรงเป้า ต้องทำการบ้านหนักขึ้น ไม่ใช่คิดว่าเราแข็งแรงแล้วจะผ่อนได้ "เราไม่เพอร์เฟ็คยังทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะคู่แข่งก็ไม่ยอม" เขาบอก ทำให้ทุกค่ายต้องอัดกิจกรรมการตลาดโค้งสุดท้ายกันเต็มที่

"เราก็ต้องการ์ดไม่ตกเลย ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย" เขาบอก

ส่วนแคมเปญที่ชูเรื่อง "ความซ่า" นั้น เขาบอกว่า..

“จริงๆ อยากให้ลองพร้อมกันแล้วจะรู้ว่าอะไรซ่ากว่า แต่สิ่งที่ทำเราพยายามจะไปเชื่อมจะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ส่วนใหญ่ดื่มน้ำดำ และมีพลังในตัวเองมาก แมสเสจที่ส่งไปวันนี้เข้าถึงคนในบริบทที่ต่างกันออกไปจากเดิม เป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองที่ได้ประสิทธิภาพมาก”

พวกเขาเหล่านี้ยังเป็นกลุ่มคนที่สวิตช์กลับไปกลับมาไม่เจาะจงไปเลือกรักในแบรนด์ใดเป็นหลัก

อาร์ชวัส ยังบอกว่าจุดกระจายสินค้ามีความสำคัญ "แต่ไม่ใช่"ทั้งหมดของกลยุทธ์ทางการค้าที่เป็นตัวบ่งชี้ยอดขาย ทุกกลยุทธ์ที่ดำเนินไปจึงไปพร้อมกัน ทั้งระยะสั้นคือการอัดแคมเปญ ส่วนในระยะยาวมองไปถึงการสร้างความจงรักภักดีไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีพลังงานในตัวเองเต็มเปี่ยม

เขาบอกว่า สถานการณ์การตลาดคล้ายกับโหวตเลือก ต่อไปคนซื้อไปยืนอยู่หน้าตู้แชร์มีให้เลือก 4-5 แบรนด์ แล้วจะต้อง "กดโหวด" ให้ขวดนั้นขวดนี้

"ทุกกลยุทธ์ ทั้งความชื่นชอบในแบรนด์ จุดกระจายสินค้า และซีเอสอาร์ จะต้องทำไปพร้อมๆ กัน เพราะแบรนด์เลิฟ แต่ไม่มีของขายยอดก็ไม่โต แต่ถ้าลูกค้าไม่อยากซื้อก็ไม่โตเช่นกัน" เขาให้มุมมอง

อาร์ชวัส ยังมองถึงโจทย์ใหญ่ของโค้กที่ต้องขบให้แตกเตรียมรับมือคู่แข่งโดยต้องตั้งสมมติฐานไว้หลายๆอย่าง ปิดจุดอ่อนทุกด้านรวมถึง "สงครามราคา" กับขวด PET

“ข้อสันนิษฐานการงัดกลยุทธ์การตลาดมาแข่งขันเป็นไปได้ทั้งนั้น จึงต้องออกสินค้าให้ครอบคลุมทุกเซ็คเมนท์ไว้ก่อน ขวดแก้วเป็นกลุ่มสินค้าพรีเมียมมีมูลค่าสูง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มร้านอาหาร ส่วนขวดPETเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าขวดแก้ว เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเดินทางสะดวก กินเหลือก็ปิดฝาเก็บไว้กินต่อไม่ต้องคืนขวด แต่ก็ยังมีกลุ่มพฤติกรรมคนไทย 50% ที่ไม่เปลี่ยนไปทำให้ขวดแก้วอยู่ได้ เช่น ในร้านอาหาร ที่ชอบกินเป๊ปซี่ใส่น้ำแข็งคืนขวด และซื้อจากร้านขายของชำเพราะชอบดื่มโค้กใส่น้ำแข็งจากถุง"

ด้าน วีระ เจียรนัยพานิชย์ นักการตลาดผู้เชี่ยวชาญประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแข่งขันของตลาดน้ำดำในไทยว่า การแข่งขันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเพราะมีแบรนด์อื่นๆ เพิ่มเข้ามาในตลาดไทยเป็น 4 แบรนด์ คือ โค้ก เป๊ปซี่ est และบิ๊กโคล่า

“เรื่องราคาเอง ผมมองว่าเล่นมากไม่ค่อยได้เพราะราคาน้ำดำในระดับปัจจุบันก็ถือว่าเหมาะสมอยู่แล้ว ผู้ผลิตเองคงไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้มาก”

ดังนั้นเขาจึงเห็นว่า แคมเปญหรือโปรโมชั่นที่โดนใจผู้บริโภคจะกระตุ้นตลาดได้มากกว่า นอกจากนี้ยังอยากจะให้จับตาเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ est ที่จะทยอยเข้ามาทำตลาดหลังวันที่ 1 พ.ย.นี้โดยเชื่อว่าเสริมสุขคงจะใช้วิธี "บล็อก” ให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย Traditional Trade (ร้านค้าปลีกดั่งเดิม) กว่า 2 แสนร้านค้า ให้รับเฉพาะสินค้าของเสริมสุขเพียงรายเดียว เพื่อถอยร่นเป๊ปซี่ออกจากช่องทางการจำหน่ายนี้ในที่สุด

“เป๊ปซี่ต้องหลุดออกจากร้านค้าเดิมของเสริมสุขแน่นอน โดยเสริมสุขเคยใช้กับวิธีนี้กับโค้กมาแล้วจนโค้กไม่สามารถอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเป๊ปซี่ได้ เสริมสุขเก่งในเรื่องการตลาดการกระจายสินค้ามากอยู่แล้วไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ทำให้เป๊ปซี่อยู่ในอันดับหนึ่งได้นานขนาดนี้”

วีระ บอกด้วยว่า ช่องทาง Modern Trade (ร้านค้าปลีกสมัยใหม่) นับจากนี้จะมีสีสันมากขึ้น เพราะผู้ผลิตน้ำดำทั้งหลายจะต้องนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางนี้มากขึ้น เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC ) โดยเฉพาะ อีกทั้งช่องทางที่เป็น Traditional Trade ถูกจองโดยทางเสริมสุขเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันของน้ำดำจะรุ่นแรงมากขึ้น แต่กลุ่มผู้บริโภคบางส่วนก็ยังยึดติดกับรสชาติ และจงรักภักดีในแบรนด์อยู่ ดังนั้นแม้เป๊ปซี่จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ผู้บริโภคก็จะยังคงติดอยู่ จึงไม่น่าจะมีผลกระทบมากนักในความเห็นของเขา อีกทั้งหากเปิด AEC เป๊ปซี่เองก็มีทางออกโดยการตั้งโรงงานผลิตหรือใช้โรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้านแทน เพื่อส่งสินค้ามาจำหน่ายในไทย

ระยะยาวเขาจึงมองว่า ปัญหาด้านการผลิตก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นในปัจจุบัน.
--------------------------------------------
ไม่ใช่แค่ 4 มีอีกเป็น 10 "ราคาคือตัวแปร"

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินภาวะการแข่งขันตลาดน้ำอัดลมของไทยว่า กำลังจะเผชิญกับความท้าทายอีกครั้ง ไม่เพียงผู้ประกอบการหน้าใหม่ในไทยที่จะเข้าสู่ตลาด แต่ยังรวมทั้งผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่ไม่ได้ผลิตภายใต้ลิขสิทธิ์ของผู้ประกอบการน้ำอัดลมรายใหญ่ของโลก ซึ่งคาดว่าจะสนใจเข้ามาทำตลาดน้ำอัดลมในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ในอาเซียน จนอาจทำให้ตลาดน้ำอัดลมไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะเออีซี เป็นเหตุ

โดย "กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา" อาจจะเป็น "กลยุทธ์แรก" ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างฐานการตลาดช่วงเริ่มต้น และในทางกลับกัน คาดว่าผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำอัดลมของไทย จะมีโอกาสเข้าไปรุกขยายตลาดในกลุ่มอาเซียนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยไทยมีความพร้อมในการผลิตน้ำอัดลมที่ดีกว่าอีกหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบสำคัญคือ น้ำตาล รวมทั้งอุตสาหกรรมสนับสนุน อาทิ บรรจุภัณฑ์พลาสติก และกระป๋องอะลูมิเนียม ซึ่งสามารถผลิตเพื่อสนองความต้องการและส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ

ทั้งนี้ตลาดน้ำอัดลมไทย มีขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน สัดส่วนประมาณร้อยละ 35.2 ของปริมาณการจำหน่ายน้ำอัดลมในอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ทำให้ไทยเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อรอจังหวะที่จะเข้ามาทำตลาดน้ำอัดลมในไทย และเริ่มมาประสบความสำเร็จในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายหลังการก้าวเข้าสู่ตลาดน้ำอัดลมของผู้ประกอบการรายใหม่จากต่างประเทศ ที่อาศัยกลยุทธ์ทางด้านราคารวมทั้งปริมาณสินค้าที่มากกว่า เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

ด้านความพร้อมด้านการประหยัดต่อขนาด (อีโคโนมี ออฟ สเกล) ไทยเป็นตลาดที่มีความต้องการบริโภคน้ำอัดลมค่อนข้างสูง ประมาณ 2,700 ล้านลิตร/ปี และมีการบริโภคน้ำอัดลมต่อหัวประชากรสูงสุดประมาณ 43 ลิตร/คน/ปี ซึ่งทำให้โรงงานน้ำอัดลม สามารถใช้กำลังการผลิตขนาดใหญ่เพื่อรองรับตลาดในประเทศ รวมถึงตลาดส่งออก จึงเกิดการประหยัดต่อขนาดและสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต

ความพร้อมทางด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน ทั้งบรรจุภัณฑ์แก้ว พลาสติก กระป๋อง กระดาษ และฝาจีบ และเป็นการผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้ต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน

การเป็นศูนย์กลางของประเทศในภูมิภาค ช่วยให้การขนส่งและการกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศCLMV ซึ่งไทยสามารถขนส่งสินค้าข้ามแดนได้สะดวกและมีต้นทุนต่ำ


ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!