R@nthong.com
02 สิงหาคม 2014, 05:26:30 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 435 436 [437] 438 439 ... 445   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กราฟราคาทอง.....รายวัน ปี ๕ ปีนี้ ๒๕๕๕ นะจ๊ะ  (อ่าน 922069 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ต้นทอง
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
****

คะแนนถูกใจสะสม 23


กระทู้: 829


« ตอบ #6540 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2012, 11:33:24 »

 ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ  คุณปันจัง  และเฮียเสือ   Embarrassed Embarrassed Embarrassed
บันทึกการเข้า
pooktee
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 3


กระทู้: 2839



« ตอบ #6541 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2012, 14:59:17 »

 Embarrassed Embarrassed Embarrassed
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6542 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2012, 17:15:39 »

โดยทั่วไปแล้วเราจะได้รับข้อมูลจากสื่อว่าปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐมีอยู่ 3 ประเด็นหลักคือ

1. ปัญหาหน้าผาทางการคลัง คือการที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องต่ออายุมาตรการลดภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ภายในปีนี้ การรัดเข็มขัดทางการคลังจะฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐให้เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยได้

2. ดังนั้นปัจจุบันจึงต้องติดตามการเจรจาระหว่างฝ่ายบริหารนำโดยประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งได้แต่งตั้งรัฐมนตรีคลังคือ นายไกธ์เนอร์ เป็นหัวหน้าเจรจา

โดยคู่เจรจาหลักคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันคือ นายเบนเนอร์

และประเด็นที่ต้องเจรจาคือ ประธานาธิบดีโอบามา เน้นการเก็บภาษีคนรวยในอัตราที่สูงขึ้น แต่ฝ่ายรีพับลิกันต้องการปฏิรูประบบภาษีโดยรวมไม่ใช่ขึ้นอัตราภาษี และเน้นการลดรายจ่ายโดยเฉพาะรายจ่ายด้านรัฐสวัสดิการ (entitlements) คือเงินที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายให้ประชาชนตามสิทธิ์ภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการ


3. ข่าวสารที่เสนอออกไปมักจะกล่าวว่า ปัญหาระยะยาวทางการคลังสหรัฐ คือการขาดดุลงบประมาณเฉลี่ย 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีหรือ 9% ของจีดีพี โดยในปี 2012 ขาดดุลงบประมาณเท่ากับ 7% ของจีดีพี ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐมีหนี้สาธารณะ 16 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่จีดีพีเท่ากับ 15.8 ล้านล้านดอลลาร์ แปลว่าหนี้สาธารณะเท่ากับจีดีพีและจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะหากต้องการหลีกเลี่ยงเรื่องหน้าผาทางการคลังรัฐบาลก็จะต้องใช่จ่ายเกินตัวต่อไป

แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นพูดได้ว่าเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของปัญหาการคลังของสหรัฐ ซึ่งได้มีการศึกษาปัญหาและกล่าวตักเตือนโดยนักวิชาการมานานเกือบ 20 ปีแล้ว

ล่าสุดมีบทความใน Wall Street Journal ลงวันที่ 28 พ.ย. 2012 เขียนโดยนาย Chris Cox และ Bill Archer อดีตนักการเมืองอาวุโสของสหรัฐ ซึ่งผมขอสรุปประเด็นหลักดังนี้

1. ภาวะทางการคลังที่หนักหน่วงคือรายจ่ายรัฐสวัสดิการในอนาคต ได้แก่ รายจ่ายที่คำนวณได้จากโครงสร้างประชากรและอายุขัยที่เพิ่มขึ้นของประชาชนในอนาคต ซึ่งรัฐบาลสหรัฐจะมีรายจ่ายที่ยังหารายได้มารองรับไม่ได้ ที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนคือรายจ่ายส่วนเกินของระบบประกันสุขภาพมูลค่าทั้งสิ้น 42.8 ล้านล้านดอลลาร์และรายจ่ายส่วนเกินของระบบประกันสังคมมีมูลค่าทั้งสิ้น 20.5 ล้านล้านดอลลาร์ แปลว่าผู้รู้และนักวิชาการรับรู้มานานแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐจะมีปัญหารายจ่ายเกินรายรับในอนาคตรวมทั้งสิ้น 63.3 ล้านล้านดอลลาร์

2. ปัญหารายจ่ายเกินตัวอีกปัญหาหนึ่งคือ รายจ่ายเกี่ยวกับบำนาญและผลประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลต้องจัดหาให้กับข้าราชการของรัฐบาลกลาง ซึ่งคำนวณว่าในอนาคตจะเป็นภาระกับรัฐบาลอีกประมาณ 23.5 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐคือจะต้องหารายได้รวมทั้งสิ้นอีก 86.8 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต ซึ่งเท่ากับประมาณ 550% ของจีดีพี ไม่ใช่หนี้สาธารณะซึ่งปัจจุบันเท่ากับ 100% ของจีดีพี

3. ปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลสหรัฐมากที่สุดน่าจะเป็นรายจ่ายด้านประกันสุขภาพและประกันสังคม ซึ่งในปี 2011 นั้น คำนวณรายจ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ดังที่กล่าวข้างต้นรายจ่ายดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายจ่ายรวมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก 9 เท่าในอนาคตเป็น 63.3 ล้านล้านดอลลาร์ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเจรจาปัญหาวินัยทางการคลังของสหรัฐตามที่สื่อต่างๆ รายงานนั้น แทบจะไม่เคยเห็นการยกปัญหาดังกล่าวข้างต้นขึ้นมาเจรจาแต่อย่างใดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบปัญหาแต่ไม่มีใครอยากไปแตะต้องรายจ่ายที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง จะมีแต่นาย Paul Ryan ส.ส.พรรครีพับลิกันที่เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งพยายามผลักดันข้อเสนอเพื่อลดการจ่ายในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้รับคะแนนสนับสนุนที่เพียงพอ

4. รัฐบาลสหรัฐเก็บภาษีที่เรียกว่า Payroll tax ซึ่งทั้งผู้ว่าจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินคำนวณจากรายได้ของลูกจ้างทุกปีเพื่อให้มีรายได้ในการจ่ายเงินเข้าสู่กองทุนประกันสังคมและประกันสุขภาพ โดยในหลักการนั้นคนทำงานปัจจุบันจ่ายภาษีดังกล่าวให้กับคนสูงอายุปัจจุบัน (ซึ่งเป็นคนรุ่นพ่อ-แม่ของผู้ทำงานปัจจุบัน) โดยมีความคาดหวังว่าคนที่ทำงานปัจจุบันเมื่อแก่ตัวลงใน 20-30 ปีข้างหน้าก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากัน แต่ปัญหาคือเงินที่นำเข้ากองทุนจากภาษีดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้ไม่เหลือเก็บเอาไว้บรรเทาภาระให้กับชนรุ่นหลังเลย ซ้ำร้ายมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจปัจจุบันคือ การยกเว้นการเก็บภาษีดังกล่าว ดังนั้นหากต้องการหลีกเลี่ยงหน้าผาทางการคลังก็อาจต้องยกเว้นการเก็บภาษีดังกล่าวต่อไปอีกในปีหน้า แต่ก็จะยิ่งทำให้กองทุนประกันสังคมและประกันสุขภาพขาดทุนเพิ่มขึ้นไปอีก

5. บทความของ Cox และ Archer สรุปว่าหากต้องการแก้ปัญหาการขาดทุนของกองทุนประกันสังคมและประกันสุขภาพในทันที รัฐบาลสหรัฐจะต้องเก็บภาษีปีละ 8 ล้านล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันเก็บภาษีประมาณ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ แปลว่าต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 30% ของจีดีพี ซึ่งเป็นไปไม่ได้และสูงกว่าเป้าการเก็บภาษีเพิ่มของประธานาธิบดีโอบามาคือ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์อย่างมาก ดังนั้นข้อสรุปของ Cox กับ Archer คือการแก้ปัญหาต้องมุ่งเน้นการลดรายจ่ายรัฐสวัสดิการดังกล่าว แต่จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีข้อเสนอเฉพาะเจาะจงเพื่อลดรายจ่ายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพราะจะเป็นมาตรการที่ถูกต่อต้านจากผู้ที่เสียผลประโยชน์หลายล้านคน

นักวิชาการและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐบางคนเคยกล่าวว่าสถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐนั้นอาจมองได้ว่ารัฐบาลสหรัฐเข้าสู่สภาวะล้มละลายแล้ว ทำให้ผมนึกถึงรายการทีวีของบลูมเบอร์กที่จัดสัมมนาเรื่องปัญหาการคลังสหรัฐ และถามผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (กองทุนเก็งกำไร) ว่าเมื่อรู้แล้วว่ารัฐบาลสหรัฐถังแตกแล้วทำไมกองทุนจึงไม่เก็งกำไรค่าเงินสหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยขายล่วงหน้าเงินเหรียญและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ผู้บริหารคนนั้นตอบว่าเขายังมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวต่อไปได้แตกต่างจากยุโรปซึ่งพยายามรักษาวินัยทางการคลังโดยการรัดเข็มขัดทางการคลังทำให้เศรษฐกิจตกต่ำและจะมีแนวโน้มซึมยาว แต่ที่สำคัญคือเขาบอกว่าอเมริกาได้เปรียบประเทศอื่นที่ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินใช้เองได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะเงินสหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลก ขณะที่ยุโรปไม่พิมพ์หรือไม่กล้าพิมพ์เงินยูโรอย่างไม่จำกัด ผู้ดำเนินรายการจึงถามต่อไปว่าไม่กลัวปัญหาเงินเฟ้อ (และค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่า) หรือ เขาตอบว่าไม่กลัวเพราะเงินเฟ้อทำให้มูลค่าหนี้ของสหรัฐลดลง ดังนั้นเงินเฟ้อจึงเป็นภาระของเจ้าหนี้ไม่ใช่ของลูกหนี้

กล่าวโดยสรุปคือผู้ที่จะต้องรับกรรมจากการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐคือผู้ที่ถือเงินเหรียญสหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่คือธนาคารกลางของประเทศเอเชียและทุกประเทศที่เกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเก็บรายได้ส่วนเกินเอาไว้เป็นทุนสำรองในรูปของเงินดอลลาร์ครับ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 10 ธค.55

บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6543 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2012, 17:18:15 »

เมื่อรู้แล้วว่ารัฐบาลสหรัฐถังแตกแล้วทำไมกองทุนจึงไม่เก็งกำไรค่าเงินสหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยขายล่วงหน้าเงินเหรียญและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ผู้บริหารคนนั้นตอบว่าเขายังมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวต่อไปได้แตกต่างจากยุโรปซึ่งพยายามรักษาวินัยทางการคลังโดยการรัดเข็มขัดทางการคลังทำให้เศรษฐกิจตกต่ำและจะมีแนวโน้มซึมยาว

แต่ที่สำคัญคือเขาบอกว่าอเมริกาได้เปรียบประเทศอื่นที่ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินใช้เองได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะเงินสหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลก ขณะที่ยุโรปไม่พิมพ์หรือไม่กล้าพิมพ์เงินยูโรอย่างไม่จำกัด

ผู้ดำเนินรายการจึงถามต่อไปว่าไม่กลัวปัญหาเงินเฟ้อ (และค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่า) หรือ เขาตอบว่าไม่กลัวเพราะเงินเฟ้อทำให้มูลค่าหนี้ของสหรัฐลดลง ดังนั้นเงินเฟ้อจึงเป็นภาระของเจ้าหนี้ไม่ใช่ของลูกหนี้


เห็นคำตอบแบบนี้แล้วปวดใจแทนเจ้าหนี้ครับ ประเภท ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ( ใครจะทำไม )


บันทึกการเข้า
view
Gold Shop
ผู้จัดการใหญ่
*****

คะแนนถูกใจสะสม 300


กระทู้: 6896



« ตอบ #6544 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 09:57:52 »

 ขอบคุณค่ะ เฮียเสือ
บันทึกการเข้า
ก๊วยเซียง
ผู้จัดการใหญ่
*****

คะแนนถูกใจสะสม 394


กระทู้: 4986



« ตอบ #6545 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:07:46 »

+1 ค่ะ เฮียเสือ  ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า

แซววันละนิด จิตแจ่มใส
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6546 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:31:32 »

ขอบคุณทุกท่านที่กด Like / ให้นะครับ

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ

กด Like / ให้ทุกท่านที่ไม่ติดเวลา 2 หน้าครับ

 Embarrassed  Embarrassed  Embarrassed


เริ่มต้นสำหรับวันนี้ด้วย กลยุทธการลงทุน สำหรับ นักลงทุนระยะสั้น กลาง และ ยาว ครับ

โดยจะกล่าวถึง แนวรับ และ แนวต้าน

แต่โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะครับ


* TDG_55 12 18_1.jpg (102.68 KB, 876x423 - ดู 213 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6547 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:33:05 »

ถัดมาก็คือ ภาพรวมของตลาด และ แนวโน้ม ครับ


* TDG_55 12 18_2.jpg (239.8 KB, 794x530 - ดู 193 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6548 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:36:46 »

ภาพข้างล่างนี้ สำหรับผู้พิสมัยการลงทุนใน เงิน ( Silver ) ครับ

เรื่องของ โลหะเงิน นี่ก็น่าศึกษามาก ๆ ครับ

ถือเป็น โลหะมหัศจรรย์ ก็ว่าได้ครับ

ในสายตาของคนทั่วไป โลหะเงิน น่าจะต่ำต้อยด้อยค่ากว่า โลหะทองคำ และน่าจะมีปริมาณคงเหลืออยู่มากมายกว่า โลหะทองคำ

แต่แท้จริงแล้ว โลหะเงิน นั้น ถือเป็น โลหะอุตสาหกรรม และเป็นที่ต้องการอย่างไม่เป็นที่รู้กันครับ ( อ่านแล้วอย่า งง นะครับ )




* TDG_55 12 18_3.jpg (101.89 KB, 901x431 - ดู 161 ครั้ง.)

* TDG_55 12 18_4.jpg (97.49 KB, 867x190 - ดู 148 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6549 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:38:43 »

ตัวแปรที่สัมพันธ์กันครับ


* TDG_55 12 18_5.jpg (192.96 KB, 821x513 - ดู 153 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6550 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:41:03 »

ปัจจัยบวกที่เกี่ยวข้องครับ

การมองภาพของ ทองคำ นอกจากมองที่ข่าวหรือตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับ ทองคำ โดยตรงแล้ว

ควรจะพิจารณาถึง ผลกระทบที่มีต่อสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ด้วย

เพราะ ทองคำ ก็เป็น สินค้าโภคภัณฑ์ ชนิดหนึ่งเหมือนกันครับ

ดังนั้น จึงมีโอกาสเป็นไปได้ที่ ราคาน้ำมันขึ้น ก็พลอยส่งให้ ทองคำ ขึ้นตามไปด้วย

แต่...ไม่เสมอไปนะครับ



* TDG_55 12 18_6.jpg (209.69 KB, 748x486 - ดู 141 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6551 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:43:52 »

มาลองอ่าน ปัจจัยลบ กันบ้างครับ

หากได้อ่านบ่อย ๆ ก็พอจะมองภาพรวมออกครับ เพราะข่าวที่จะมากระทบกับราคา ก็เล่นกันอยู่แค่ไม่กี่ข่าว ตามแต่วาระครับ

อย่างช่วงนี้ หน้าผาการคลัง ก็เป็นพระเอกครับ

ถ้าหาก หน้าผาการคลัง ออกมาดี ราคาทอง ก็น่าจะไม่ดี

ถ้าหาก หน้าผาการคลัง ออกมาไม่ดี ราคาทอง ก็น่าจะดี

 Embarrassed  Embarrassed  Embarrassed

เป็นความเห็นส่วนบุคคลนะครับ ไม่สงวนสิทธิ์ ในการอ่าน แต่ห้ามฟ้องร้องนะครับ เพราะโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยครับ

 Grin  Grin  Grin


* TDG_55 12 18_7a.jpg (110.18 KB, 743x337 - ดู 166 ครั้ง.)

* TDG_55 12 18_7b.jpg (70.76 KB, 743x170 - ดู 154 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6552 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:46:24 »

ปัจจัยที่น่าจับตามองครับ

ถ้าหากขี้เกียจอ่าน ก็หันไปมองสาว ๆ แทน ก็ไม่ว่ากันนะครับ

เพราะขนาดผมเอง ยังเบื่อที่จะมองเลยครับ

 Grin  Grin  Grin



* TDG_55 12 18_8.jpg (159.41 KB, 777x466 - ดู 150 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6553 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:50:31 »

เค๊าว่ากันว่า วันที่ 21-12-2012 เป็นวันสิ้นโลก

แต่ตามปฏิทินเกี่ยวกับ ปัจจัยที่น่าจับตามอง ยังมีวันที่ดังกล่าวอยู่ด้วย

แสดงว่า รอดตายแล้วเรา

 Roll Eyes  Roll Eyes  Roll Eyes

เรื่องของ ปฏิทินมายา และวันสิ้นโลก จะเห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะปีที่แล้ว จะประโคมข่าวกันอย่างหนัก

แต่ช่วงนี้กลับซา ๆ ไปแล้ว เพราะว่า มันเป็นวิธีการหากินของ สำนักพิมพ์ สตูดิโอ และ สำนักข่าว ครับ

เขียนหนังสือออกมา ขายดี

สร้างเป็นหนัง คนเข้าโรงไปดูเยอะ

หนังสือพิมพ์ สื่อ ขายข่าวได้

เหมือนกับสมัย ปี 1999 คำทำนายของ นอสตราดามุส ครับ ช่วงนั้น ผู้คนแตกตื่น อลหม่าน

สำนักพิมพ์ ก็แตกตื่น อลหม่าน เช่นกัน ร้องอุทานว่า

" อุบ๊ะเจ้า...ทำไมหนังสือขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนสับสนกับชีวิต ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ทำอะไรดีแล้ว "

 Roll Eyes  Roll Eyes  Roll Eyes


* TDG_55 12 18_9.jpg (183.51 KB, 782x499 - ดู 165 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #6554 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2012, 10:54:12 »

อันนี้เป็นปัจจัยรวมของ สินค้าโภคภัณฑ์ ครับ


* G_55 12 18_a.jpg (246.88 KB, 480x537 - ดู 192 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 435 436 [437] 438 439 ... 445   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!