โยนิโสมนสิการ

(1/1)

♫เรยา..ก๋ากั่น♫:
เมื่อคืนดูการ์ตูนธรรมะ เรื่อง มิลินทปัญหา ที่ฉายช่องเจ็ดตอนเย็นๆ (แต่ไม่มีเวลาได้ดู จึงดูแบบดีวีดีช่วงก่อนนอน)
เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับธรรมะ กล่าวถึงพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กับพระนาคเสน(ถ้าสะกดผิดขออภัย)
เป็นการ ปุจฉา วิสัชนาเกี่ยวกับพุทธธรรม
พระนาคเสนนั้น ได้วิสัชนาพระราชาเกี่ยวกับเรื่องโยนิโสมนสิการ

เราชาวพุทธทั้งหลายต่างได้ยินคำนี้มานานแต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าโยนิโสมนสิการคืออะไร วันนี้เลจึงขอนำเสนอ เกี่ยวกับโยนิโสมนสิการ


โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดย อุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

   ความหมาย
โยนิโสมนสิการ (อ่านว่า โยนิโส-มะนะสิกาน) ประกอบด้วย 2 คำ คือ

   โยนิโส มาจากคำว่า โยนิ ซึ่งแปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง
มนสิการ หมายถึง การทำในใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา
ดัง นั้น โยนิโสมนสิการ จึงหมายถึง "การทำไว้ในใจโดยแยบคาย, การพิจารณาโดยแยบคาย" นั่นคือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ พิจารณา ไตร่ตรองสาวไปจนถึงสาเหตุหรือต้นตอของเรื่องที่กำลังคิด คือคิดถึงรากถึงโคนนั่นเอง แล้วประมวลความคิดรอบด้านจนกระทั่งสรุปออกมาได้ว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี เป็นวิถีทางแห่งปัญญา เป็นธรรมสำหรับกลั่นกรองแยกแยะข้อมูลหรือแหล่งข่าว (ปรโตโฆสะ) อีกชั้นหนึ่ง เป็นบ่อเกิดแห่งสัมมาทิฐิ ทำให้มีเหตุผล ไม่งมงาย ทั้งนี้มีข้อควรสังเกตว่า โยนิโสมนสิการ ไม่ใช่ปัญญา (ปัญญาเจตสิก)

ที่มา http://www.thaidhammajak.com/webboard/detail.php?question_id=11596

วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ

การ ศึกษาต้องประกอบด้วยขั้นตอนการรับข้อมูล (สุตมยปัญญา) และการคิดวิเคราะห์ข้อมูล (จินตามยปัญญา) ขงจื๊อกล่าวไว้คล้ายกันว่าเรียนโดยไม่คิดเสียเวลาเรียน คิดโดยไม่เรียนเข้ารกเข้าพง

ที่ ว่าการให้การศึกษาเหมือนการสอนวิธีจับปลา คือสอนให้เด็กรู้ว่าที่ไหนมีปลาคือแหล่งข้อมูล และสอนวิธจับปลา นั่นคือวิธีคิดย่อยข้อมูลด้วยโยนิโสมนสิการ

แหล่งข้อมูลท่านเรียกว่า กัลยาณมิตร หรือปรโตโฆสะ (การรับข้อมูลจากผู้อื่น) วิธีคิดก็คือโยนิโสมนสิการ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทั้งปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง คือสัมมาทิฐิ

โยนิโส แปลว่า ถูกต้องแยบคาย มนสิการ แปลว่า ทำไว้ในใจ โยนิโสมนสิการหมาย ถึง การทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือการคิดถูกต้องตามความเป็นจริง โดยอาศัยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและคิดเชื่อมโยงตีความข้อมูลเพื่อนำไป ใช้ต่อไป

โยนิโสมนสิการมีวิธีคิดสรุปได้เป็นสี่แบบด้วยกัน ดังนี้

๑.อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธี การศึกษาต้องสอนให้คนมีวิธีคิด วิธีวิจัย และใช้วิธีการนั้นอย่างถูกต้องว่องไว

๒.ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ การศึกษาจะต้องสอนให้คนคิดต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ ไม่กระโดดไปกระโดดมา คิดอย่างมีเป้าหมาย

๓.การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผล รู้จักเชื่อมโยงว่าเหตุผลนี้นำไปสู่ผลอะไร หรือผลนี้มาจากเหตุอะไร

๔.อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล เป็นการคิดเพื่อค้นหาแก่นสารสาระ เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย ต้องรู้จักกรองเอาส่วนที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับเรา

เรื่องโยนิโสมนสิการทั้งสี่ข้อนี้ อาตมาได้เขียนเป็นบทกลอนเพื่อให้จำง่ายดังต่อไปนี้

โยนิโสมนสิการท่านว่าไว้

คือคิดเป็นทำใจในวิถี

แห่งความจริงความงามและความดี

ด้วยคิดสี่ประเด็นเป็นสำคัญ

หนึ่ง คิดอะไรก็ให้มีวิธีคิด
สอง ตั้งดวงจิตแน่วแน่ไม่แปรผัน

สาม ใช้เหตุผลแก้ปัญหาสารพัน

สี่  ต้องใจมั่นตามครรลองมองแง่ดี

ที่มา http://thailandwealth.com/index.php?option=com_content&view=article&id=376%3A2009-01-17-04-24-02&catid=125%3A2008-11-12-03-22-00&Itemid=178&limitstart=1
"Thank You" from 1 Member

♫เรยา..ก๋ากั่น♫:
เรามาดูกันว่าโยนิโสมนสิการทั้งสี่ข้อนี้เราจะประยุกต์ใช้ได้อย่างไร

ประการแรก อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธี เมื่อท่านกำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องอะไร ท่านต้องเลือกวิธีการศึกษาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเรื่องนั้น
ได้พูดมาแล้วในตอนต้นว่า พระพุทธศาสนาเป็นวิภัชชวาทคือสอนจำแนกแยกประเด็น วิธีการจำแนกแยกประเด็นเรียกว่า วิภัชชวิธี
 คือ คิดแยกย่อย เช่นแยกย่อยมนุษย์ออกเป็นขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่ละขันธ์ยังแยกย่อยไปได้อีก
วิธีการของวิทยาศาสตร์ก็ใช้วิภัชชวิธีที่เรียกกันว่า reduction คือ การลดทอนลงเป็นส่วนย่อย เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องอะไร
เขาจะลดทอนเรื่องนั้นให้เป็นจุดเล็กๆ แล้วดูทุกส่วนประกอบอย่างละเอียดเพื่อให้รู้จักว่าสิ่งนั้นคืออะไร การค้นพบอนุภาคของปรมาณูที่แบ่งย่อยเป็นอิเล็กตรอน
โปรตรอนและนิวตรอน เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของวิชชวิธีในวิทยาศาสตร์

 
วิภัชชวิธีนอกจากจะทำให้ได้ความรู้แล้ว ยังเป็นวิธีคิดภาคปฏิบัติในการดำรงชีวิตอีกด้วย
วิภัชชวิธีทำให้พุทธศาสนาได้ชื่อว่า ขณิกวาท คือสอนให้อยู่ในขณะปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายเกิดดับทุกขณะ ขณะปัจจุบันสำคัญที่สุด ท่านสอนให้มีสติรู้ตัวทันปัจจุบัน
 คือใช้เวลาปัจจุบันให้คุ้มค่ามากที่สุด อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง  เมื่อทำปัจจุบันดี  ปัจจุบันจะดูแลอนาคต นี่คือการใช้วิภัชชวิธีแบ่งเวลาเป็นขณะอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
 โดยถือว่าขณะปัจจุบันสำคัญที่สุด
มี เรื่องเล่าเป็นปริศนาธรรมว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหนีเสือมาถึงหน้าผา เสือไล่ตามใกล้เข้ามา เขาเห็นเถาวัลย์แขวนอยู่ริมหน้าผาจึงรีบโจนลงคว้าเถาวัลย์ห้อยต่องแต่งอยู่
ที่ริมหน้าผานั้น เสือตัวนั้นรอตะครุบเขาอยู่ข้างบนมองลงไปข้างล่างไม่ลึกเท่าไร มีพื้นราบ เสืออีกตัวหนึ่งรอเขาอยู่ ถ้าเขาหล่นลงไปก็ถูกเสือกิน หนีเสือปะเสือ เขาจับเถาวัลย์ห้อยโหนตัวอยู่กลางอากาศ

♫เรยา..ก๋ากั่น♫:
ใน ขณะนั้นมีหนูสองตัว ตัวหนึ่งขาวกับตัวหนึ่งดำ มากัดเถาวัลย์ที่เขาจับอยู่ เขาจะทำอย่างไรดี หนุ่มคนนั้นมองขึ้นไปเห็นเสือ มองลงข้างล่างก็เห็นเสือ
หนูสองตัวกำลังกัดเถาวัลย์อยู่ เขามองไปด้านข้างเห็นผลองุ่นกำลังสุกงอมพอดี จึงเอื้อมมือไปปลิดผลองุ่นใส่ปาก ปรากฏว่าผลองุ่นอร่อยอย่างที่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อนในชีวิต เขาอยู่กับปัจจุบัน

ประการที่สอง ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ ตรงไปสู่เป้าหมาย ไม่เฉออกนอกทาง คำว่าเป้าหมายคือวัตถุประสงค์หลักของการทำกิจกรรมไม่ใช่วัตถุประสงค์รอง
เป้าหมายหลักของการเรียนคือหาความรู้ เป้าหมายหลักของการสอนคือให้ความรู้ เงินเดือนเป็นเป้าหมายรอง

ปรัชญาฮินดูเรียกการทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนว่า นิสกามกรรม หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่า จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง
อิมมานูเอล คานต์ เรียกว่า duty for duty’s sake ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ เหมือนกับนักกีฬายิงธนูจะเล็งไปที่เป้าหมายโดยไม่ใส่ใจเรื่องรางวัล เวลายิงธนูนั้นถ้าเขาคิดว่าจะได้เหรียญเงิน
มือจะสั่น ถ้าเขาคิดว่าจะได้เหรียญทอง ตาของเขาจะพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนกันและยิงพลาดเป้า ถ้าเขาคิดแต่เรื่องยิงธนูให้ตรงเป้า มือจะไม่สั่น ตาจะไม่พร่ามัว และจะยิงไม่พลาดเป้า

 

มี เรื่องเล่าว่า มีพระบวชใหม่อยู่ ๔ รูปในวัดแห่งหนึ่ง ปฏิบัติกรรมฐานเคร่งครัด ทำข้อตกลงกันว่าเราบวชกันแค่พรรษาเดียว เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติเข้ม ห้ามพูดกัน
ห้ามคุยกัน เราจะไม่พูดคุยกัน ๗ วัน ถ้าใครพูดก่อนถือว่าคนนั้นแพ้ พระทั้งสี่รูปนั่งกรรมฐานมีสติตลอดเวลาไม่พูดกัน

 

เวลา กลางวันผ่านไปด้วยความเรียบร้อย พอตกกลางคืนท่านก็นั่งกรรมฐานต่อ จุดตะเกียงวอมแวม พอดีน้ำมันตะเกียงใกล้หมด แสงตะเกียงก็หรี่ลงเกือบจะดับ
 พระรูปแรกมองตะเกียงแล้วทนไม่ได้ พอดีลูกศิษย์เดินผ่านมา การที่ท่านใส่ใจกับตะเกียงมากทำให้ลืมสัญญาห้ามพูด ท่านก็หลุดปากพูดกับลูกศิษย์ว่า “เติมน้ำมันตะเกียงให้หน่อย”

พระรูปที่สองรีบท้วงว่า “นั่นแน่ ท่านพูดแล้ว เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดนะ”

พระรูปที่สามดุเสียงดังว่า “ท่านทั้งสองโง่จริงๆ พูดกันอยู่ได้”

พระรูปที่สี่ดีใจ เปล่งอุทานว่า “มีผมไม่พูดอยู่คนเดียว”

 

การลืมเป้าหมายเช่นนี้เพราะไม่มีสติกำกับ ความคิดจะมีระเบียบ ถ้าไม่ลืมสติ

ประการที่สาม การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผล รู้เท่าถึงการณ์ เห็นเหตุแล้วคาดว่าผลอะไรจะตามมา เห็นผลแล้วรู้ว่ามาจากเหตุอะไร
 ต้องสามารถเชื่อมโยงกรรมเข้ากับวิบาก กรรมคือการกระทำเป็นเหตุ วิบากคือผลของการกระทำ ทุกวันนี้ที่เราพูดว่าทำดีไม่ได้ดี คือเราไปดูผลระยะสั้น เช่น ได้เงินทอง ไม่ดูผลระยะยาว

♫เรยา..ก๋ากั่น♫:
คนทุกวันนี้ ได้รับอิทธิพลจากโฆษณาทีวีที่ออกมา ใช้เวลาออกอากาศไม่กี่วินาที นี่คืออันตรายของข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้
เพราะทำให้คนชินกับการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกตัดตอนมาเสนอ ไม่สามารถคิดเชื่อมยงให้เห็นภาพทั้งระบบ พอได้ข้อมูลนิดเดียวแล้วด่วนสรุป
 เหมือนกรณีที่บางคนหยิบส้มผลหนึ่งขึ้นมาชิม เมื่อส้มผลนั้นเปรี้ยว เขาด่วนสรุปว่าส้มทั้งลังเปรี้ยว

ประการที่สี่ อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล ค้นหาส่วนดีมาทำประโยชน์ นำส่วนดีไปใช้ ส่วนที่ไม่ดีเว้นไว้
 อันนี้จะโยงไปสู่การปฏิบัติโยนิโสมนสิการมุ่งหาส่วนดีของสิ่งต่างๆ มาใช้สร้างความหวังและกำลังใจเป็นการหาวิธีปลุกใจตนเอง
 คือ อสังขาริกวิริยะ หรือ self-motivation หมาย ถึงกำลังใจที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีคนอื่นมาปลุกใจ คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีวิธีการกระตุ้นตัวเองตลอดเวลา
ดังคำประพันธ์ที่ว่า

มองโลกแง่ดีมีผล                    เห็นคนอื่นดีมีค่า

ปลุกใจให้เกิดศรัทธา                ตั้งหน้าทำดีมีคุณ

มองโลกด้านร้ายกลายกลับ           ใจรับแต่เรื่องเคืองขุ่น

เหนื่อยหน่ายเลิกร้างทางบุญ          ชีพวุ่นวายแท้แน่เอย

 
โยนิโสมนสิการทั้งสี่ประการเป็นวิธีคิดเพื่อเข้าถึงความจริงและอยู่อย่างสอดคล้องกับความจริงในธรรมชาติข้อ
แตกต่างระหว่างวิธีคิดของตะวันออกกับของตะวันตกอยู่ตรงนี้ วิธีคิดของตะวันออกมุ่งให้รู้ธรรมชาติตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพื่อกดขี่ย่ำยีทำลายธรรมชาติ
แต่มุ่งให้อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ นั่นคือสิ่งที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า ธัมมานุธัมมปฏิบัติ หมายถึงปฏิบัติธรรมน้อยให้คล้อยธรรมใหญ่
คือเลือกวิธีปฏิบัติดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธรรมชาติ เช่น อยู่อย่างไม่สร้างทุกข์ให้กับตนเองและคนอื่น มีแต่สร้างประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน
นำความรู้ทั้งหมดที่มีมาใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในธรรมชาติ

 

ที่มา : หนังสือขอบฟ้าแห่งความรู้ ผู้แต่ง พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) พิมพ์ครั้งที่ 2  พ.ศ.2548 หน้า 65-71

tigerroad197:
ขอบคุณ คุณเลดี้ มาก ๆ ครับ

ได้บวกแต้มให้เรียบร้อยแล้วในกระทู้อื่นนะครับ

 <TKS1  <TKS1  <TKS1

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ