R@nthong.com
22 กรกฎาคม 2014, 18:21:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: JagUar :5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซน Bodyguards & Assassins มีคำถามครับ...  (อ่าน 6519 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
LEopArd
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 6


กระทู้: 941



« เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 13:24:17 »



พอดีดูหนังเรื่องนี้เมื่อคืน...เนื้อหาดีมาก... จนอยากทราบประวัติ...เรื่องราวครับ...

คือ..ว่ามันเป็นช่วงรอยต่อของการปฎิวัติ คล้ายๆ 2475 บ้านเราอ่า....
คือถ้าไม่ใช่ในภาวะนี้บ้านเมืองตอนนี้...
สมัยเด็กผมก็คิดว่า ดร.ซุนยัดเซน ท่านเป็นวีรบุรุษ พลิกประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองจีน...

แต่ในเนื้อเรื่องผมกลับ...คิดมุมกลับว่า...
1. ทำไมถึงคิดล้มล้างราชวงศ์ชิง (เพราะราชวงศ์ไม่ดีหรือไง ปกครองบ้านเมืองเป็นอย่างไร ข้าวยากหมากแพง เช่นไร)
2. แนวคิดหัวเอียงซ้าย เอียงขวา ที่นำระบอบจาก ต่างประเทศมาปฎิวัตินั้น... มันจะถูกต้องหรือ กับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ .... กับคำว่าประชาธิปไตยครับ...
3. ทำไมประชาชน ถึงอยู่ดีๆ คิดต่อต้าน และ ต้องการล้มระบอบฮ่องเต้ ที่มีตำนานมายาวนาน... (ในหนังจะกว่าถึงขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพเป็น ตัวเอก ดำเนินเรื่อง)
4. ราชวงศ์ชิงคือ ราชวงศ์สุดท้าย หรือครับ... 
5. สู้เพื่อคน 400 ล้าน..นั่น คือหนทางแห่ง เสรีภาพจริงๆหรือ...

ขอความรู้ประวิติศาสตร์ด้วยครับ.... ใครเล่ายาวได้ก็เชิญนะครับ ผมอยากฟังครับ....

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จับตาความสำเร็จด้านรายได้ของ Bodyguards and Assassins ผลงานสร้างของ ปีเตอร์ ชาน ซึ่งกำลังไปได้ดีในหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงบ้านเราด้วย มาถึงความสำเร็จด้านรางวัลกันบ้าง กับงาน Asian Film Awards  ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ฮ่องกง ช่วงกลางเดือน มีนาคม ที่จะถึงนี้ ผลงานเข้าตากรรมการนานาชาติได้เสนอชื่อเข้าชิงถึง 6 รางวัล ในสาขา Best Film, Best Actor, Best Newcomer, Best Supporting Actor, Best Production Designer และ Best Costume Designer

 เหลียงเจียฮุย ดาราหนุ่มใหญ่มากฝีมือ หนึ่งในดารานำแสดงเรื่องนี้ ก็ได้รับเกียรติเป็นประธานกรรมการในปีนี้ด้วย โดยคณะกรรมการได้ทำการประกาศชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆเรียบร้อยแล้ว สำหรับแฟนๆที่รอลุ้นรางวัลนักแสดงคนโปรด ที่น่าจับตาก็มีรางวัล Best Supporting Actor สมทบชายยอดเยี่ยม มีผู้เข้าชิงที่น่าลุ้นน่าเชียร์ คือหนุ่มหล่ออดีตแบดบอย เซียะถิงฟง ที่พลิกบทบาทการแสดงมาเป็นลูกจ้างเข็นรถผู้เสียสละชีวิตปกป้องดร. ซุนยัดเซ็น ในเรื่อง Bodyguards and Assassins ทำผลงานได้เข้าตากรรมการจนได้เข้าชิง พร้อมๆกับ หนุ่ม วอนบิน เข้าชิงจากหนังเกาหลีเรื่อง Mother

 รางวัลนี้ประกาศผลในช่วงกลางเดือนมีนาคม แฟนหนังเอเชียทั้งหลายต้องรอลุ้นกัน และเชิญพิสูจน์ความยอดเยี่ยมที่กรรมการนานาชาติการันตีแล้วของ Bodyguards and Assassins หรือ 5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Bodyguards and Assassins ห้าพยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซน

ปี 1905 นครแห่งวิคตอเรีย (อาณานิคมอังกฤษของฮ่องกง)

ในระยะ 13 ช่วงตึก ชายผู้หนึ่งซึ่งกุมโชคชะตาของชาติต้องอยู่รอด พยายามอย่างไม่ย่อท้อในชีวิตซึ่งมีบอดี้การ์ด 5 คนเท่านั้นที่คอยปกป้องเขา  เพื่อสู้กับมือสังหารนับร้อย บุรุษเหล่านี้ต้องทดสอบความกล้าหาญเพื่อปกป้องความหวังของผู้คนนับล้านในค่ำ คืนที่มีภยันตราย  แม้จะต้องสู้จนชีวิตหาไม่

สังเวยชีวิตนับล้านเพื่อความยิ่งใหญ่ของซีซาร์
ก่อนที่ด็อกเตอร์ซุน ยัด เซ็นจะกลายเป็นบิดาแห่งประเทศจีนยุคใหม่โดยกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติในปี 1911 ซึ่งโค่นราชวงศ์ชิง  ชีวิตเขาเกือบถูกสั่งลอบสังหารในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1905 ตอนที่เขามาถึงฮ่องกงเพื่อประชุมลับเพื่อก่อตั้งกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติ ราชวงศ์ชิง

ก่อนหน้าการมาของเขา กลุ่มมือสังหารอันดับต้นๆถูกเรียกตัวโดยราชสำนักชิงเพื่อให้มั่นใจว่า ด็อกเตอร์ซุนไม่รอดชีวิตไปจากอาณานิคมอังกฤษ มือสังหารพร้อมอาวุธร้ายแรงประจำอยู่ทุกที่ใน 13 ช่วงตึกระหว่างทางจากท่าเรือที่ด็อกเตอร์ซุนจะลงจากเรือ

พอข่าวเรื่องการพยายามลอบสังหารกระพือ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนักธุรกิจท้องถิ่นซึ่งสนับสนุนการปฏิวัติอย่าง ลับๆได้ออกมาปกป้องด็อกเตอร์ซุนด้วยตัวเอง พวกเขารวบรวมผู้ชายและผู้หญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีทักษะพิเศษในการต่อสู้เพื่อ คุ้มกันด็อกเตอร์ซุนเมื่อเขามาถึงท่าเรือ พวกเขาคือ…

นักพนัน นักพนันตัวยงที่ยังลังเลว่าจะช่วยราชวงศ์ชิงหรือทีมปฏิวัติ

ขอทาน ชายผู้ติดฝิ่นงอมแงม ซึ่งพยายามเลี่ยงอดีตของตัวเองที่เป็นลูกชายในตระกูลไฮโซ

ชายลากรถ คนขับรถของนักธรุกิจท้องถิ่นและบอดี้การ์ด ผู้ภักดีและถ่อมตัว สิ้นหวังในรักกับลูกสาวพ่อค้าชั้นสูง

นักร้องหญิง นักแสดงละครโอเปร่าซึ่งปรากฏว่าเป็น Wing Chun master และเป็นลูกสาว Tai Ping นักปฏิวัติ

พ่อค้าเร่เส้าหลิน พ่อค้าขายเต้าหู้และอดีตลูกศิษย์วัด เส้าหลิน

ตลอดระยะเวลา 5 ชั่วโมงภายใน 1 วัน มิตรภาพ ความขัดแย้งและความสามารถของพวกเขาถูกทดสอบขณะที่ต่อสู้โดยไม่คิดชีวิตเพื่อ ปกป้องชายที่พวกเขาแทบไม่รู้จัก แม้พวกเขาแต่ละคนจะถูกตามล่าโดยพวกมือสังหารจอมโหด บอดี้การ์ดเหล่านี้ก็ทำภารกิจสำเร็จโดยช่วยชีวิตด็อกเตอร์ซุนไว้ได้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักปฏิวัติหรือวีรบุรุษ แต่การเสียสละชีวิตนิรนามของพวกเขาได้เปลี่ยนวิถีประวัติศาสตร์ของโลกไปโดย สิ้นเชิง
"Thank You" from 1 Member
บันทึกการเข้า
PanJang
Administrator
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 202


กระทู้: 1140


« ตอบ #1 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 13:51:07 »

ดร.ซุนยัดเซน...กว่าจะมาเป็นจีนยุคใหม่

   

ดร.ซุนยัดเซน บิดาแห่งประชาธิปไตยจีน เขาเป็นผู้ปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองจีน จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย และ เคยมาอยู่ในเมืองไทย จนมีซอยที่ชื่อว่าซุนยัดเซน...
ฮ่องกงในยุคของซุนยัดเซ็น (ภาพจาก Bodyguards and Assassins)

สำหรับ ท่านผู้อ่านที่ชอบเดินลัดเลาะเมืองกรุง โดยเฉพาะในย่านเยาวราช อาจจะเคยเห็นซอยซอยหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "ซอยซุนยัดเซ็น" บริเวณปากซอยยังมีซุ้มซุนยัดเซ็นด้วย ก็อาจจะทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมชื่อของอดีตประธานาธิบดี ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยของจีนถึงมาอยู่ในไชน่าทาวน์ของไทยได้



ดร.ซุนยัดเซ็น

คำ ตอบก็เป็นเพราะว่า ดร.ซุนยัดเซ็น เคยข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ในช่วงที่พยายามปลุกระดมชาวจีนทั้งมวล ทั้งในประเทศและชาวจีนโพ้นทะเล ให้ลุกขึ้นมาร่วมกันปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง อัน เป็นราชวงศ์ที่มาจากชาวแมนจู มิใช่ชาวจีนโดยแท้ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยในที่สุด

ช่วงที่ ดร.ซุนมาเมืองไทย มักจะมาพบปะชาวจีนในย่านเยาวราช ทั้งเพื่อขอระดมทุน และเปิดการปราศรัยใหญ่อยู่หลายคราว จนบริเวณหนึ่งถูกตั้งชื่อว่าถนนปาฐกถา เนื่องจากเป็นสถานที่ซึ่ง ดร.ซุนได้มา "ไฮด์ปาร์ก" ที่นี่ ส่วนบ้านที่ ดร.ซุนเคยมาพัก เดิมเป็นร้านขายยา ชื่อไต้อันตึ๊ง ในซอยผลิตผล ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ชาวชุมชนในซอยก็ได้พร้อมใจกันสร้างซุ้มซุนยัดเซ็นขึ้น ซึ่งบนยอดซุ้มมีชื่อซอยผลิตผล และวงเล็บว่า ซุนยัดเซ็น เพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ชาวจีนในไทยได้มีโอกาสต้อนรับ และร่วมขบวนการโค่นอำนาจของพระนางซูสีไทเฮาที่เป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ฮ่องเต้ต้าชิง



ดร.ซุนยัดเซ็น และครอบครัว (แถวหลัง คนที่ 5 จากซ้าย)

แล้ว ดร.ซุนยัดเซ็นผู้นี้สำคัญอย่างไร ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วยตูน ขออาสาพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับหนึ่งในผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหา บุรุษแห่งแดนมังกร

ในวัยเยาว์ เด็กชายซุน ซึ่งเกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1866 ถือได้ว่าเป็นลูกคนจนคนหนึ่งในครอบครัวชาวนาที่มีลูกตั้ง 5 คน แต่ด้วยความที่น้องซุนคนเล็กเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด มีสติปัญญาเกินพี่น้อง พ่อแม่ก็เลยพยายามส่งเสียให้ได้ร่ำเรียนมากกว่าคนอื่นๆ

ในช่วงวัย รุ่นก่อนจะเป็นหนุ่ม น้องเล็กของบ้านตระกูลซุนได้โอกาสลงเรือข้ามมหาสมุทรไปอาศัยอยู่ที่อเมริกา กับพี่ชาย ทำให้ได้รับการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น มีความสามารถในภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน และนั่นก็กลายเป็นการเพาะบ่มความรู้สำคัญให้พ่อหนุ่มต่อมาในอนาคต เนื่องจากได้อ่านหนังสือดีๆเกี่ยวกับการปกครองจากต่างประเทศ

พอเป็น หนุ่มเต็มตัว ซุนกลับมาบ้านเกิด และเข้าเรียนวิชาแพทย์ที่ฮ่องกง จนสำเร็จการศึกษาเป็นคุณหมอซุนที่ออกตระเวนรักษาคนไข้แบบไม่เลือกชั้นวรรณะ แถมบางทีหากเจอคนไข้จนๆก็รักษาฟรีไม่เอาสตางค์ ทำให้หมอซุนเป็นที่นับถือของชาวบ้านจำนวนมาก และระหว่างที่ทำงานด้านการแพทย์นั่นเอง ที่หมอซุนได้เห็นถึงปัญหาของประเทศ คนยากก็จนหนัก ในขณะที่เหล่านายทุนก็รวยเอาๆ คุณหมอจึงเกิดความคิดอ่านด้านการเมือง และมีความปรารถนาที่จะปฏิวัติระบอบการปกครองประเทศเสียใหม่ เพราะเห็นว่า การปกครองโดยราชวงศ์แมนจูนั้น มีแต่จะนำความเสื่อมโทรมมาสู่ประเทศ ไม่เหมือนชาติอื่นๆที่เจริญขึ้นมาได้ด้วยประชาธิปไตย



พระนางซูสีไทเฮา

นับ แต่นั้น คุณหมอหนุ่มก็ไม่เพียงแต่จะออกรักษาผู้คนเท่านั้น แต่ยังพยายามพูดจาโน้มน้าวหาพรรคพวก เพื่อเชิญชวนให้มาร่วมกันเป็นหัวหอกประชาธิปไตย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องยากพอดู เพราะคนจีนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ด้วยความอุตสาหะพยายาม ดร.ซุนก็มีสมัครพรรคพวกมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถตั้งเป็นกลุ่มทางการเมือง เกิดเป็นพรรคก๊กมินตั๋งที่ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ ทำเอาพระนางซูสีไทเฮาทรงกริ้ว ควันออกหู และเริ่มจับกุมกวาดล้างเครือข่ายของ ดร.ซุน ซึ่งก็ตัดสินใจนำพวกเข้าก่อการปฏิวัติ หวังโค่นล้มราชวงศ์ชิง แต่การปฏิวัติครั้งแรกใน ค.ศ.1895 ซึ่ง ดร.ซุนยังอายุไม่เต็ม 30 ปีดี ก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า แกนนำหลายคนถูกประหารชีวิต ส่วน ดร.ซุนเองที่หนีการจับกุมมาได้ก็ต้องระเห็จออกไปนอกประเทศ แต่ก็ไม่ใช่การลี้ภัยการเมืองที่สูญเปล่า เพราะในช่วงที่ต้องตระเวนไปตามประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฯลฯ ดร.ซุนก็ได้พยายามหาแนวร่วมอยู่เรื่อยๆ ทั้งจากชาวจีนโพ้นทะเล และจากรัฐบาลนานาชาติ

และดังได้กล่าวแล้วว่า ดร.ซุนได้เดินทางมายังประเทศไทยด้วย ก็ในช่วงนี้นี่เอง

การ เดินทางไปปลุกระดมชาวจีนในหลายประเทศของ ดร.ซุนเป็นที่ขัดเคืองแก่พระนางซูสีไทเฮาเป็นอย่างมาก จนมีข่าวออกมาว่า ดร.ซุนถูกคนพยายามลอบสังหารหลายครั้งในหลายเมือง และมีผู้นำเอาช่วงชีวิตอันระหกระเหินของคุณหมอหัวปฏิวัติไปเติมต่อจินตนาการ สร้างเป็นละครและภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง อย่างล่าสุด ที่เห็นก็คือ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของปีนี้เรื่อง "Bodyguards and Assassins ห้าพยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น" ที่ผู้กำกับสร้างเรื่องราวให้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1905 ซึ่ง ดร.ซุนไประดมทุนในฮ่องกง และถูกล่าสังหาร แต่ก็มีขุมกำลังลับอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะปกป้องเขา เพื่อให้มีชีวิตรอดออกไปปลุกเร้าชาวจีนนานาประเทศอีกหลายล้านคนต่อไป



จักรพรรดิปูยีประทับยืนอยู่ข้างพระบิดา ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ.

ระหว่าง ที่ ดร.ซุนกลายเป็นนักปฏิวัติผู้ถูกหมายหัวนั้นเอง ข่าวดีของคณะปฏิวัติก็มาถึง เมื่อพระนางซูสีไทเฮาที่กุมอำนาจมานานสิ้นพระชนม์ลงใน ค.ศ.1908 เหลือไว้เพียงยุวกษัตริย์ พระเจ้าปูยี วัย 2 พรรษา ที่กลายมาเป็นฮ่องเต้พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์แมนจู โดยมีหยวนซื่อไข่เป็นผู้คุมกำลังทหารที่สำคัญ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ หยวนซื่อไข่เป็นชาวจีนแท้เพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จในการรับราชการ อยู่กับแมนจู จุดนี้นี่เองที่ทำให้ ดร.ซุนยัดเซ็นมีความหวังว่าผู้บัญชาการทหารจีนแท้คนนี้ อาจจะช่วยให้การปฏิวัติเป็นผลสำเร็จ จึงได้ติดต่อกันอย่างลับๆ แต่พวกแมนจูก็ระแคะระคาย จนทำให้หยวนซื่อไข่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

แต่ แนวคิดปฏิวัติก็ไม่จางหาย เมื่อการปกครองประเทศไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะสาละวันเตี้ยลงๆ ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มก่อการจลาจล และประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของแมนจู ในช่วงนี้เองที่ ดร.ซุนถือเป็นฤกษ์งามยามดี กลับเข้ามายังแผ่นดินแม่ และสามารถสร้างขุมกำลังอันแน่นหนาขึ้นมาได้ในภาคใต้ ส่วนภาคเหนือของจีนนั้น ราชวงศ์แมนจูยังตรึงอำนาจได้อยู่ และมีการเรียกตัวหยวนซื่อไข่ให้กลับมาคุมกองทัพ โดยไม่รู้เลยว่าเป็นการเริ่มต้นของจุดจบที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อ ดร.ซุนดอดตีท้ายครัว เข้าเจรจากับหยวนซื่อไข่ ว่าแล้ว จากการร่วมมือของ 2 บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ราชวงศ์แมนจูก็ถึงกาลล่มสลาย ปิดฉากการปกครองที่ยืนยาวนานมา 268 ปีลง และหยวนซื่อไข่ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศจีนยุคใหม่ตามที่ ดร.ซุนยัดเซ็นหลีกทางให้



หยวนซื่อไข่

แต่ หยวนซื่อไข่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้มักใหญ่ ใฝ่สูงนั้น ไม่พอใจกับการเป็นเพียงประธานาธิบดี แต่อยากจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้เสียเอง ทำให้อีกไม่นานต่อมา ดร.ซุนยัดเซ็นก็เปิดฉากก่อการปฏิวัติขึ้นอีก แต่ไหนเลยจะสู้กำลังทหารของหยวนซื่อไข่ได้ งานนี้เข้าอีหรอบเดิม คุณหมอพ่ายขุนทหาร และต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอีกครั้ง แต่ก็สามารถกลับเข้ามาอีกด้วยแรงสนับสนุนมากกว่าเก่า และกดดันให้หยวนซื่อไข่ลงจากอำนาจได้ในที่สุด

ค.ศ.1912 ดร.ซุนยัดเซ็นได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังได้การยอมรับเฉพาะในเขตภาคใต้เท่านั้น ส่วนพวกทางเหนือยังคงแตกแยก ไม่สามารถรวมชาติได้อย่างเป็นปึกแผ่น ในขณะที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวเข้ามาเรื่อยๆ จน ดร.ซุนถึงแก่อสัญกรรมในอีก 14 ปีต่อมา ก็ยังถือได้ว่า ดร.ซุนยัดเซ็นยังไม่ประสบความสำเร็จในการรวมชาติ และก่อร่างสร้างประชาธิปไตยอย่างได้ผล แต่การต่อสู้อันยาวนานของ ดร.ซุนก็เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้เปิดศักราชแห่งจีนยุคใหม่ ที่ออกมาจากเงื้อมเงาของราชวงศ์แมนจู คนต่างด้าวที่มาปกครองประเทศเกือบ 300 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยจีน หรือบางคนก็บอกว่าเป็นบิดาแห่งจีนยุคใหม่ที่ผู้คนนับถือมาจนปัจจุบัน.



สุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น ที่เมืองนานกิง.


ทีมงานต่วยตูน

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
บันทึกการเข้า



สวัสดีค่ะ บุคคลทั่วไ


PanJang
Administrator
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 202


กระทู้: 1140


« ตอบ #2 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 13:52:12 »

ซุน ยัตเซ็น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ชื่อ (รายละเอียด)
ภาษาไทย รู้จักกันในนาม:   ซุน ยัดเซ็น
ชื่อในภาษาจีน:   孫逸仙
ชื่อในแบบพินอิน:   Sūn Yìxiān
ชื่อในแบบเวด-ไจลส์:   Sun I-hsien
ในหมู่คนจีน รู้จักกันในนาม:   孫中山 (ซุนจงซาน)
พินอิน:   Sūn Zhōngshān
เวด-ไจลส์:   Sun Chung-shan
นามสกุล:   ซุน
อักษรจีนตัวเต็ม:   孫
อักษรจีนตัวย่อ:   孙
ชื่อ:   (มีหลายชื่อ)
ชื่อตามทะเบียน :   เต๋อหมิง (德明)
ชื่อวัยเด็ก :   ตี้เซี่ยง (帝象)
ชื่อในโรงเรียน :   เหวิน (文)
ชื่อแต่งตั้ง :   จ้ายจือ (載之)
ชื่อสมมุติ :   ยื่อซิน (日新), และ อี้เซียน (逸仙) ในภายหลัง, ในภาษาจีนกวางตุ้งออกเสียงว่า (ยัตซัน, ยัตซิน, ตามลำดับ)
เอเลียส :   จงซาน (中山)
ชื่อยกย่อง:   กั๋วฟู่ (國父), มีความหมายว่า "บิดาของชาติ"

ซุน ยัดเซ็น (12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2409 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2468) ผู้นำทางการเมือง และนักปฏิวัติของจีนนับถือศาสนาคริสต์ ผู้เป็นกำลังสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน สมัยที่ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนขึ้นในปี พ.ศ. 2455 ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาของประเทศจีน"
ซุน ยัตเซ็น ได้คิดและสอนเกี่ยวกับทฤษฏีทางการเมือง ซึ่งเรียกว่า หลัก 3 ประการ แห่งประชาชน ทฤษฎีนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองในสาธารณรัฐจีนแม้ในปัจจุบัน
[แก้]ประวัติ

ซุนยัดเซ็น หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า ซุนจงซาน (Sun Zhong Shan) เกิดในปี ค.ศ. 1866-1925เป็นคนก่วงตงเซี่ยงซาน เดิมมีชื่อว่า ซุนเหวิน (sun wen) ต่อมาเรียกว่า ซุนอี้เซียน (sun yi xian) ซึ่งเมือแปลแล้วจะมีความหมายว่า"เทพเจ้าอิสระ" และเมืออายุได้ 33 จึงได้เริ่มใช้ชื่อว่า ซุนยัดเซ็น
ซุนยัดเซ็นมีลักษณะนิสัยเหมือนกับมารดา คือเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยชอบพูดจา เป็นคนฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ชอบซื้อหนังสือ อ่านหนังสือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา แล้วยังชอบที่จะอ่านแผนที่อีกด้วย ตั้งแต่ตัวท่านไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับความสนใจเท่าใดนัก และไม่ชอบฟังเพลง ทางด้านการทานอาหาร ท่านชอบทานผักเนื้อปลา ไม่ชอบทานเปรี้ยวและเผ็ด ผลไม้ที่ท่านชอบที่สุดคือส้มและสัปปะรด
ช่วงในวัยรุ่นนั้น ท่านเรียนด้านการแพทย์ หลังจากนั้นก็ไปเป็นหมอที่ มาเก๊า กว่างโจว แต่ทว่าเขาคิดว่าไม่ใช่เพียงร่างกายคนเท่านั้นที่ต้องการการรักษา แต่เรายังต้องรักษาความคิดและจิตใจของคนอีกด้วย ซึ่งประเทศจีนตอนนั้นก็เปรียบเสมือนคนป่วยคนนึง ดังนั้นท่านจึงพยายามที่จะรักษาประเทศของท่านเองด้วยวัยเพียง 18 ปี ท่านได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลจีน เพื่อขอร้องให้พวกเขาทำการปฏิรูป แต่รัฐบาลชิงไม่สนใจความคิดและความปรารถนาของผู้คน ดังนั้นในปีเดียวกันท่านและสหายของท่านได้ก่อนนั้นองค์การจัดตั้งการปฏิรูปขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมาซุนยัดเซ็นก็ได้เริ่มชีวิตที่เปลี่ยนไป ท่านได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลชิง โดยหวังว่าประเทศจีนจะสามารถกลายเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสมอภาค และมั่นคง
ปี ค.ศ. 1911 ด้วยความพยายามของซุนยัดเซ็นและสหายทำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในที่สุดการปกครองภายใต้รัฐบาลชิงก็ได้สิ้นสุดลง ปี ค.ศ. 1912 ซุนยัดเซ็นได้เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว โดยเขาได้กำหนดกฎหมายและข้อห้ามสามสิบกว่าชนิดขึ้นมา เช่น ห้ามการซื้อขายมนุษย์ ขอร้องให้คนทั้งหมดตัดเปีย เป็นต้น
ท่านซุนยัดเซ็นถือเป็นผู้นำที่ทำให้การปกครองสมัยเก่า (แบบฮ่องเต้)ซึ่งมีมายาวนานหลายพันปีได้สิ้นสุดลง และท่านได้เสียชีวิตลงด้วยอายุ 59 ปี


อ้างอิง จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%99_%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%99
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 พฤษภาคม 2010, 15:40:07 โดย ChoCo ^---^ » บันทึกการเข้า



สวัสดีค่ะ บุคคลทั่วไ


PanJang
Administrator
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 202


กระทู้: 1140


« ตอบ #3 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 14:08:06 »

ดร.ซุนยัดเซ็น


หากบอกคนจีนว่ามาถึง 'หนานจิง' แล้ว ไม่ได้ไปเยือน สุสานซุนจงซาน แล้วละก็คงโดนหาว่ามาไม่ถึง หนานจิง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จัก 'ซุนจงซาน' สถานที่แห่งนี้คงจะไม่น่าดึงดูดใจเท่าไรนัก
..........................
ซุนเหวิน, ซุนอี้เซียน , ซุนเต๋อหมิง ,ซุนตี้เซี่ยง , จงซานเฉียว - - -
ทั้งหมดนี้เป็นชื่อของบุคคลเดียวกันที่คนไทยรู้จักกันในนามของ ดร.ซุนยัดเซ็น

ซุนยัดเซ็น (ชื่อในจีนกลางคือ "ซุนจงซาน" ส่วนชื่อในวัยเด็กคือ "ซุนเหวิน")
ผู้ได้ชื่อว่าบิดาว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยจีน เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1866
ในครอบครัวชาวนาที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักใน หมู่บ้านชุ่ยเฮิง อำเภอเซียงซาน มณฑลกวางตุ้ง ซุนยัดเซ็น
เริ่มใช้แรงงานมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนเมื่อ 10 ขวบจึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง

การต้องทำไร่นา ช่วยครอบครัวตั้งแต่เล็ก เป็นเหตุให้ ซุนยัดเซ็น
นั้นเข้าใจความลำบากยากเข็ญของชาวนาเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ซุนยัดเซ็น ที่เกิดหลังกบฎไท่ผิง** ถูกปราบเพียง 2 ปี
มีความสนใจในเรื่องราวของบ้านเมืองมาก โดยเฉพาะในตัวของ หงซิ่วฉวน ผู้นำของ กบฎไท่ผิง
กบฎชาวนาที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน โดยซุนเหวินนั้นยกให้ หงซิ่วฉวน เป็น
"วีรบุรุษผู้ต่อต้านชิงคนที่ 1" และ ยกตัวเองให้เป็น "หงซิ่วฉวน คนที่ 2"

ในปี ค.ศ.1879 เมื่ออายุได้ 13 ย่าง 14 ปีซุนยัดเซ็น มีโอกาสตามมารดาไปหา ซุนเหมย พี่ชาย
ที่เมืองโฮโนลูลู บนเกาะฮาวาย และมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนฝรั่ง
นับได้ว่าซุนยัดเซ็นเป็นคนจีนกลุ่มแรกๆ ที่มีโอกาสไปศึกษาต่อยังตะวันตก
และรับเอาอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาวตะวันตกมาอย่างลึกซึ้ง
ซึ่งส่งผลมายังความไม่เชื่อถือนักต่อลัทธิขงจื๊อแบบคนจีนทั่วไป


ความใกล้ชิดต่อคริสตศาสนา และห่างไกลจากลัทธิขงจื๊อซึ่งครอบครัวยึดถือของซุนยัดเซ็น
ทำให้พี่ชายกังวลจนถึงขั้นแจ้งข่าวให้ทางบ้านทราบ และส่งตัวน้องชายกลับบ้าน

เมื่อเดินทางจากเมืองศิวิไลซ์กลับมาถึงบ้าน เมื่อ ค.ศ.1883 ซุนยัดเซ็น
ก็ประกอบวีรกรรมห่ามขึ้นอย่างหนึ่งคือไปหักแขนเทวรูปไม้ที่ชาวบ้านว่าศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน
ขณะที่ซุนเหวินเห็นว่าเทวรูปไม้ เป็นเพียงวัตถุไร้สาระที่ชาวบ้านงมงายอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เมื่อเกิดเป็นเรื่องวุ่นวาย เนื่องจากชาวบ้านโกรธแค้นอย่างมาก
บิดาของซุนยัดเซ็นจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งตัวลูกชายไปศึกษาต่อที่ฮ่องกง


ที่ฮ่องกง ซุนยัดเซ็น เข้าศึกษาต่อในควีนสคอลเลจ โดยในเวลาต่อมาก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์
แต่ซุนยัดเซ็นก็ยังยอมแต่งงานกับเจ้าสาวที่ทางบ้านเลือกให้ โดยในปี ค.ศ.1892 ซุนยัดเซ็น
ก็จบการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์ตะวันตกในฮ่องกง ด้วยคะแนนจากการสอบไล่เป็นอันดับหนึ่ง และกลายเป็น
ดร.ซุนยัดเซ็น

หลังเรียนจบ ดร.ซุน ก็เปิดคลีนิกแพทย์แผนตะวันตกขึ้นที่มาเก๊า และ กวางเจา (กว่างโจว)
โดยในช่วงเวลานี้เองเขาก็เริ่มต้นชีวิตของการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ในปี ค.ศ.1894 ระหว่างการขึ้นไปยังปักกิ่งเมืองหลวง ดร.ซุน ได้ส่งจดหมายถึง หลี่หงจาง
ขุนนางคนสำคัญของราชสำนักชิงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่เทียนจินเพื่อหารือเรื่องบ้านเมือง โดย
ดร.ซุน ต้องการเสนอแนวทางการพัฒนาจีนให้กับหลี่หงจาง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

เมื่อถูกปฏิเสธ ดร.ซุน จึงตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงจีนให้หลุดจากการปกครองของราชวงศ์ชิง
นั้นมิสามารถทำได้ด้วยวิธีอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จำเป็นต้องกระทำการแบบ "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน"
อันหมายถึง "การใช้กำลังปฏิวัติ" ดังนั้น ในฤดูหนาว ปีเดียวกัน ดร.ซุน
จึงเดินทางกลับไปยังฮาวาย รวบรวมชาวจีนโพ้นทะเลผู้รักชาติขึ้น 112 คน และตั้งขึ้นเป็น
"สมาคมซิงจงฮุ่ย " ที่มีความหมายว่า "ฟื้นชีวิตประเทศจีน" ขึ้น
ทั้งนี้เงินทุนสนับสนุนสมาคมดังกล่าวก็มาจาก ซุนเหมย นักธุรกิจชาวจีนผู้ร่ำรวย พี่ชายของ ดร.ซุน
นั่นเอง



อาจนับได้ว่า ซิงจงฮุ่ย เป็นหลักไมล์แรกๆ ของ นายแพทย์ผู้นี้ ในการปฏิวัติอย่างจริงๆ จังๆ
เนื่องจากสมาชิกของสมาคมนี้ปฏิญาณตนว่า "ต้องขับแมนจู
กอบกู้การปกครองของชาวจีนด้วยการสถาปนาสาธารณรัฐขึ้น" และในปีถัดมา (ค.ศ.1895) ดร.ซุน
ก็กลับมาสร้างสาขาของสมาคมซิงจงฮุ่ยขึ้นที่ฮ่องกง

ด้วยความรวดเร็ว ซิงจงฮุ่ย วางแผนการปฏิวัติในทันที และกำหนดเอาวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.1895
เป็นวันลงมือ โดยแผนการดังกล่าวนั้น ใช้กำลังคน 3,000 คน เพื่อยึดเมืองกวางเจา เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง
เพื่อใช้เป็นฐานในการขยายการปฏิวัติต่อไป โดยในการปฏิวัติดังกล่าว ลู่เฮ่าตง
เพื่อนสนิทตั้งแต่ยังเด็กผู้เชื่อมั่นในอุดมการณ์ปฏิวัติของ ดร.ซุน ได้ออกแบบ ธง
"ฟ้าสีน้ำเงินกับดวงตะวันสีขาว" ไว้ใช้ด้วย
(ในเวลาต่อมาธงดังกล่าวได้กลายเป็นธงชาติของสาธารณรัฐจีน)

อย่างไรก็ตาม การลงมือปฏิวัติครั้งแรกของ ดร.ซุน กลับล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า เนื่องจากมีคนทรยศ
นำข่าวไปบอกกับเจ้าหน้าที่ของราชสำนักชิงก่อน ซึ่งก็ทำให้ผู้ร่วมปฏิวัติถูกประหารชีวิตไป 47 คน รวมถึง
ลู่เฮ่าตง ด้วย ส่วนดร.ซุน ซึ่งไหวตัวทันก่อน จึงหนีประกาศจับของราชสำนักชิงไปหลบไปเกาะฮ่องกง
เพื่อผ่านไปยังประเทศญี่ปุ่น

หลังจากตั้ง สาขาซิงจงฮุ่ย ขึ้นที่ญี่ปุ่น เดือนมิถุนายน ค.ศ.1896 ดร.ซุน
ก็เดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เพื่อศึกษาแนวคิดทางการเมืองของประเทศต่างๆ ในสหรัฐฯ และ ยุโรป
โดยได้รับความช่วยเหลือจาก ดร.เจมส์ แคนต์ลี (Dr. James CantLie) อาจารย์ชาวอังกฤษที่เคยสอนเขา ณ
วิทยาลัยการแพทย์ในฮ่องกง และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากพี่ชายคนเดิม

วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1896 ระหว่างการเดินไปตามท้องถนนในกรุงลอนดอน ดร.ซุนก็ถูกลักพาตัว
เข้าไปยังสถานทูตจีนประจำกรุงลอนดอน เพื่อส่งตัวลงเรือจากลอนดอนกลับไปยังจีนเพื่อ 'ตัดหัว'
เนื่องจากราชสำนักชิงนั้นตั้งค่าหัวของเขาไว้ 7,000 ปอนด์ ในฐานะกบฎ หรือไม่ถ้าการลอบพาตัว ดร.ซุน
กลับไปจีนไม่สำเร็จก็จะสังหารเสียที่ สถานทูตจีนที่ลอนดอนนั้นเอง

อย่างไรก็ตามด้วยความช่วยเหลือจาก พนักงาน ชาวอังกฤษในสถานทูต ที่ส่งข่าวไปให้ ดร.แคนต์ลี
อาจารย์แพทย์ผู้ชิดเชื้อกับ ดร.ซุน ดร.แคนต์ลีก็ทำการช่วยเหลือศิษย์ทุกวิถีทาง โดยทางหนึ่งติดต่อไปยัง
สก๊อตแลนด์ยาร์ด เมื่อไม่ได้ผลจึงประโคมข่าวผ่านทางหนังสือพิมพ์เดอะ โกลบ ที่ลงพาดหัวว่า
"นักปฏิวัติจีนถูกลักพาตัวในลอนดอน!"


ข่าวดังกล่าวเป็นกระแสในหมู่คนอังกฤษ
และกดดันให้รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษต้องติดต่อไปยังสถานทูตจีนเพื่อเจรจา
จนสุดท้ายสถานทูตจีนในลอนดอนต้องปล่อยตัว ดร.ซุน ออกมาหลังจากกักตัวไว้นาน 12 วัน ซึ่งในตอนหลัง
ดร.ซุนได้นำเหตุการณ์ตอนนี้มาเขียนโดยละเอียดโดยใช้ชื่อว่า Kidnapped in London

"วันนั้นผมวางแผนว่าจะไปหา ดร.แคนต์ลี หลังจากลงรถประจำทางที่จัตุรัสอ๊อกซ์ฟอร์ด
ผมก็เดินต่อไปยังย่านพอร์ตแลนด์ เป็นเส้นทางปกติที่ผมเดินอยู่ ประมาณ 10 โมงครึ่งหรือ 11 โมงได้
ผมก็ถึงย่านพอร์ตแลนด์ แล้วก็พบ 'เติ้ง' - - - ก่อนหน้านั้นผมกับเขา (เติ้ง ในขณะนั้นมีตำแหน่ง คือ
ล่ามของสถานทูตจีน) ไม่รู้จักกันมาก่อน ผมเพิ่งเจอเขาโดยบังเอิญบนถนนนั่นแหละ
"เขาเดินเข้ามาข้างผมแล้วก็ถามว่าผมคือ คนญี่ปุ่นหรือคนจีน ผมจึงตอบไปว่าผมเป็นคนจีน
เขาก็ถามต่อว่าผมมาจากไหน ผมก็ตอบไปว่า ผมเป็นคนกวางตุ้ง เราก็ถามชื่อแซ่กันและกัน ผมบอกว่าผมแซ่ซุน
ส่วนเขาบอกว่าเขาแซ่เติ้ง .... เราเดินไปคุยไปช้าๆ พอใกล้ย่านสถานทูตสักพักก็มีคนจีนอีกคนออกมา
..." ดร.ซุนยัดเซ็น เล่าให้นักข่าวอังกฤษฟังหลังจากถูกปล่อยตัวออกมา

หลังจากรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ที่เกือบถึงแก่ชีวิต ดร.ซุน
ก็ขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดของบริติชมิวเซียมเป็นเวลาถึง 9 เดือนเศษ จากนั้นถึงเดินทางมายังแผ่นดินยุโรป
เพื่อศึกษาถึงแนวทางการเมืองของสังคมโลกในขณะนั้น โดยเฉพาะแนวโน้มในการปฏิรูป ปฏิวัติ
รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ จนในที่สุด ปี ค.ศ.1897
เขาจึงพัฒนาแนวคิดที่ว่าด้วยการปฏิวัติสังคม
อันต่อเนื่องกันกับการปฏิวัติชาติกับประชาธิปไตยที่คิดไว้ก่อน

แนวคิดดังกล่าวคือพื้นฐานของ ลัทธิไตรราษฎร์ อันประกอบด้วย ชาตินิยม, ประชาธิปไตย และ
สังคมนิยม แนวคิดที่ต่อมาได้กลายเป็นหลักการพื้นฐานที่ยึดถือในการปฏิวัติของจีนตลอดระยะเวลาหลายสิบปี

หมายเหตุ :
*ปัจจุบันอำเภอเซียงซาน กลายเป็น เมืองจงซาน โดยชื่อ อำเภอเซียงซาน นั้นถูกเปลี่ยนมาเป็น
อำเภอจงซาน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1925 เพื่อไว้อาลัยแด่ ดร.ซุนยัดเซ็นที่เสียชีวิตไปในปีนั้น
**กบฎไท่ผิง ( ค.ศ.1850-1864) หรือ "เมืองแมนแดนมหาสันติ" เป็นกบฎชาวนาที่นำโดย
ชาวนาที่ชื่อว่า หงซิ่วฉวน ผู้นับถือศาสนาคริสต์ และมีความต้องการล้มล้างราชวงศ์ชิงที่กดขี่ชาวนา
เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งสันติสุขขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมา กบฎไท่ผิงก็ยึดอำนาจได้จริงๆ ที่ เมืองหนานจิง ในปี
ค.ศ.1853 โดยเปลี่ยนชื่อหนานจิงเป็น เมืองหลวงสวรรค์ (เทียนจิง) แต่สุดท้ายในปี ค.ศ.1864
ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับกองทัพของฮ่องเต้ชิง (อ่านเพิ่มเติม : หนังสือประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พ.ศ.2542 บทที่ 20 หน้า 584-606)

ประวัติของ ดร.ซุนยัดเซ็น เรียบเรียงมาจาก :
1.หนังสือ ประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้และยุคปัจจุบัน โดย ตู้จื้อจุน
ของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง บทที่ 9-11
2.หนังสือประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พ.ศ.2542 บทที่ 20 หน้าที่
739-771
3.หนังสือที่สุดของเมืองจีน โดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2543 หน้าที่ 83-87
4.หนังสือ โดย ซุนจงซาน สำนักพิมพ์ตงฟัง

ทั้งนี้หนังสือทั้ง 4 เล่มให้ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับ ดร.ซุนยัดเซ็น คลาดเคลื่อนกัน
ดังนั้นข้อมูลในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนจึงอ้างอิงจาก เล่มที่สี่ เป็นหลัก
และเสริมข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสืออีกสามเล่ม








ระบบของจีน รวมถึงรัฐบาลจีน ในปัจจุบันไม่สามารถปฏิรูปอะไรได้อีกแล้ว
และก็ไม่อาจทำการปฏิวัติอะไรได้ด้วย ทำได้ก็แต่เพียงโค่นล้ม" - ดร.ซุนยัดเซ็น ค.ศ.1897

ระหว่างที่ ดร.ซุน เคลื่อนไหวเพื่อสร้างกระแสการปฏิวัติจีนนั้น ในพื้นที่อื่นๆ
ของประเทศจีนก็มีความเคลื่อนไหวจากคนกลุ่มต่างๆ ด้วยเช่นกัน
เพียงแต่กลุ่มอื่นนั้นเป็นเป็นเพียงกลุ่มที่กระจุกแต่เพียงในพื้นที่นั้นๆ
มิได้มีการคิดการใหญ่ซึ่งครอบคลุมไปทั่วประเทศ และที่สำคัญไม่มีหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติที่แน่ชัด
ดังเช่น ลัทธิไตรราษฎร์ ของ ดร.ซุน

จนในเดือน สิงหาคม ปี ค.ศ.1905 ก็มีการประกาศรวมกลุ่มผู้สนับสนุนการปฏิวัติจีนที่ชื่อ
สมาคมพันธมิตรปฏิวัติจีน (จงกั๋วถงเหมิงฮุ่ย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย 'ถงเหมิงฮุ่ย'
นี้มีจุดมุ่งหมายในการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิง โดยยึดหลักการของลัทธิไตรราษฎร์
โดยศูนย์กลางของถงเหมิงฮุ่ยนั้น อยู่ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ช่วงก่อนหน้าที่ 'ถงเหมิงฮุ่ย' จะเกิดขึ้นนั้น
ทางฝั่งราชสำนักจีนที่ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น-ชาติตะวันตก
และปล่อยให้กบฎนักมวยออกมาสร้างความวุ่นวายในปักกิ่ง
กำลังตกอยู่ในสถานะแพ้สงครามให้กับกองทัพมหาอำนาจพันธมิตร 8 ประเทศ
จนต้องมีการลงนามในสนธิสัญญาที่เรียกว่า Boxer Protocol ( ลงนามในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ.1901)
เพื่อยืนยันว่า จีนยินยอมชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ก็กำลังพยายามทำการปฏิรูปทางการปกครองประเทศ
การทหาร อยู่เช่นกัน โดยมีการส่งคนไปศึกษายังต่างประเทศเพื่อเตรียมประกาศรัฐธรรมนูญ
(ระบบการสอบจอหงวนก็สิ้นสุดลงในช่วงนี้ และ
การสะสมกำลังทหารเพื่อสร้างเป็นกองทัพของหยวนซื่อไข่ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม ดังเช่น ที่ ดร.ซุนกล่าวไว้ถึง ความสิ้นหวังต่อระบอบกษัตริย์
การปฏิรูปที่ราชสำนักชิงพยายามทำนั้น ในสายตาของประชาชนกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
และยิ่งเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมให้ทุกข์ยากยิ่งขึ้นไปอีก

จากกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อราชสำนักชิงที่พุ่งขึ้นสูง ส่งผลให้ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งปี
ถงเหมิงฮุ่ย รวบรวมสมาชิกได้มากกว่าหมื่นคน มีการเปิดหนังสือพิมพ์เพื่อ ปลุกระดม และเผยแพร่
ลัทธิไตรราษฎร์ และที่สำคัญพยายามลงมือกระทำการปฏิวัติต่อเนื่อง

นับแต่ปี ค.ศ.1907 ถงเหมิงฮุ่ย ทำการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติในพื้นที่ภาคใต้ของจีนสิบกว่าครั้ง
ก่อนจะสำเร็จที่สุดในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 ที่ อู่ชาง มณฑลหูเป่ย

การปฏิวัติครั้งประวัติศาสตร์ เริ่มกระทำการอย่างเร่งด่วนในคืนวันที่ 10 ตุลาคม โดย
ทหารสมาชิกพรรคปฏิวัติในกองทัพใหม่ที่ประจำการอยู่ภายในเมืองอู่ชางซึ่งนำโดยผู้บังคับการที่ชื่อว่า
หลีหยวนหง แต่ปราศจากผู้นำของ 'ถงเหมิงฮุ่ย' คอยสั่งการแม้แต่คนเดียว
เนื่องจากแผนปฏิวัติรั่วไหลไปเข้าหูทางการเข้า

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเรียกกันว่า การก่อการอู่ชาง หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า สองสิบ
เนื่องจากเกิดขึ้นในวันที่ 10 เดือน 10 (ปัจจุบันชาวไต้หวันยังถือเอาวันนี้เป็นวันชาติอยู่
ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติ) ส่วนชื่อทางการของการปฏิวัตินั้นเรียกว่า
การปฏิวัติซินไฮ่ เนื่องจากตามปฏิทินจันทรคตินั้นเป็น ปี ค.ศ.1911 ชาวจีนเรียกว่าปีซินไฮ่

ประกายไฟแห่งความสำเร็จของการก่อการที่อู่ชาง ปลุกให้เกิดการปฏิวัติทั่วประเทศจีน
โดยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1911 มีถึง 14 มณฑล จากทั้งหมด 24
มณฑลของจีนที่ประกาศปลดปล่อยตัวเองออกจากการปกครองของรัฐบาลชิงที่ปักกิ่ง


การปฏิวัติซินไฮ่นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สองพันปีที่จีนหลุดพ้นออกจากระบอบการปกครองของกษัตริย
์ และ ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางของการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยในวันคริสต์มาสของปี ค.ศ.1911 ดร.ซุน
ก็กลับมาถึงเซี่ยงไฮ้จากต่างประเทศ และจากมติของตัวแทนสมาชิกที่ร่วมปฏิวัติจากทั่วประเทศจีนก็เลือกเอา
ดร.ซุนยัดเซ็นเป็น ประธานาธิบดีชั่วคราวของ สาธารณรัฐจีน โดยถือเอาวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1912
เป็นปีแรกของสาธารณรัฐ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นที่ เมืองหนานจิง

ทั้งนี้เมื่อการปฏิวัติสำเร็จ ดร.ซุน ได้กล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า
"ผู้ใดที่กล้าขุดระบอบกษัตริย์ขึ้นมา (ในจีน) คนทั่วแผ่นดินจะร่วมกันลุกขึ้นคัดค้าน"

จากความพยายามอยู่หลายสิบปี แม้การปฏิวัติจะสำเร็จลงในที่สุด แต่รัฐบาลชั่วคราวที่หนานจิง
ที่นำโดย ดร.ซุน ก็ประสบปัญหาที่รุมเร้า อย่างเช่น
ภาวะการคลังของจีนที่ขาดดุลเรื้อรังมาตั้งแต่สมัยปกครองโดยราชวงศ์ชิง
โดยเฉพาะการต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามให้กับต่างชาติตามสนธิสัญญาที่เรียกว่า Boxer Protocol,
โครงสร้างในการปกครองที่ยังไม่ลงตัว, ฮ่องเต้จีนองค์สุดท้ายที่คงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังต้องห้าม
และที่จุดอ่อนที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลๆ หนึ่งคือ การขาดกำลังทหาร!

หลังสิ้นยุคของซูสีไทเฮา หยวนซื่อไข่ หรือ หยวนซื่อข่าย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น
"บิดาแห่งลัทธิขุนศึก" ก็ขึ้นมากุมกองกำลังทหารทั้งหมดของภาคเหนือ และในเวลาต่อมากดดันให้
ดร.ซุน ต้องยอมยกตำแหน่งประธานาธิบดีให้ โดยหลังจากลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว ดร.ซุน
หันไปทุ่มเทให้กับการศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจีนแทน

หลังจากการก่อการที่อู่ชาง ได้ไม่กี่เดือน อำนาจในการปกครองที่ควรจะเป็นของประชาชนจีนทั้งมวล
ก็กลับมารวมกันอยู่ในมือคนเพียงคนเดียวที่ชื่อ หยวนซื่อไข่ อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นดังคาด หยวน
ไม่ยอมละทิ้งระบอบกษัตริย์โดยพยายามตั้งตัวเป็น "ฮ่องเต้"
แต่สุดท้ายฮ่องเต้หยวนซื่อไข่ก็ไปไม่รอดตามคำสาปแช่งที่ ดร.ซุน เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า

ค.ศ.1916 เมื่อ หยวนซื่อไข่ เสียชีวิตลงด้วยโลหิตเป็นพิษ
ประเทศจีนก็ย่างเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายที่เรียกว่า "ยุคขุนศึกภาคเหนือ ( 1912-192"
อย่างเต็มตัว

นับจากเริ่มก่อตั้ง สมาคมซิงจงฮุ่ย ในปี ค.ศ.1894 ภารกิจในการปฏิวัติที่ดำเนินมานานกว่า 20 ปี
ที่ควรจะเสร็จสิ้นเพื่อนำประเทศจีนเข้าสู่ยุคแห่งการสร้างชาติขึ้นใหม่ของ ดร.ซุนยัดเซ็น
สุดท้ายก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ซ้ำร้ายประเทศจีนยังตกอยู่ในสภาวะที่ต่างชาติต้องการหาตัวแทนเป็นขุนศึก
เพื่อแบ่งจีนออกเป็นส่วนๆ เพื่อหาผลประโยชน์

หลังความล้มเหลวดังกล่าว ส่งให้กำลังใจของนักปฏิวัติผู้นี้แทบไม่มีเหลือ
จนครั้งหนึ่งถึงกับรำพึงกับคนสนิทว่า "บางทียุคสาธารณรัฐ
อาจจะย่ำแย่กว่ายุคที่จีนปกครองด้วยระบอบกษัตริย์เสียด้วยซ้ำ"

อย่างไรก็ตามด้วยความมุ่งมั่นในการประกอบภารกิจที่ยังไม่สำเร็จ ดร.ซุน
ก็ยังพยายามโค่นเหล่าขุนศึกภาคเหนือต่อไป โดยต่อมาหลังจากเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919 ก็ร่วมก่อตั้ง
พรรคก๊กมินตั๋ง (จงกั๋วกั๋วหมินตั่ง ขึ้น ซึ่งต่อมามีความร่วมมือกับ พรรคคอมมิวนิสต์จีน
(ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1921)

แต่สุดท้ายแล้ว ดร.ซุน ก็อยู่ไม่ทันเห็นผลจากความพยายามชั่วชีวิตของตน เนื่องจาก
เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากโรงมะเร็งตับที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1925
ระหว่างการเยือนปักกิ่งเพื่อมาหารือกับขุนศึกแห่งภาคเหนือ

ก่อนเสียชีวิต ดร.ซุนได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้โดยมีใจความสำคัญว่า "...
จีนต้องการอิสระและความเท่าเทียมกันจากนานาชาติ ประสบการณ์ 40 ปีที่ผ่านมาของข้าพเจ้า สอนข้าพเจ้าว่า
ในการบรรลุเป้าหมายในการปฏิวัติ เราจะต้องปลุกประชาชนให้ตื่นขึ้นมา ...... การปฏิวัติยังไม่เสร็จสิ้น
ขอให้สหายทั้งหลายของเราดำเนินการตามแผนการของข้าพเจ้าต่อไปเพื่อฟื้นฟูบูรณะชาติของเราขึ้นมา"
(หมายเหตุ : คำสั่งเสียดังกล่าวบันทึกโดย วังจิงเว่ย คนสนิทของ ดร.ซุน
ที่ต่อมาขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของพรรคก๊กมินตั๋ง สามารถหาอ่านข้อความเต็มได้จาก
หนังสือประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก บนที่ 24 หน้าที่ 882-883)

หลังจากเสียชีวิต ศพของ ดร.ซุนยัดเซ็น ถูกนำไปตั้งไว้ชั่วคราวที่ วัดเมฆหยก (ปี้หยุนซื่อ
ตีนเขา เซียงซาน บริเวณเทือกเขาด้านตะวันตก (ซีซาน ชานกรุงปักกิ่ง เพื่อรอเวลาในการสร้าง
สุสานซุนจงซาน ที่หนานจิงให้เสร็จสิ้น (ทั้งนี้ "ซีซาน" อันเป็นสถานที่ตั้งศพชั่วคราวของ
ดร.ซุน นี้ในเวลาต่อมาระหว่างการแย่งอำนาจในพรรคก๊กมินตั๋ง สมาชิกก๊กมินตั๋งกลุ่มขวาเก่า
ได้นำมาตั้งเป็นชื่อกลุ่มว่า "กลุ่มซีซาน" เพื่อแสดงความใกล้ชิด และแสดงว่าตนเป็นทายาทของ
ดร.ซุนที่แท้จริง)
............................
ที่หนานจิง สุสานซุนจงซาน อันตั้งอยู่บริเวณเนินทางทิศใต้ของของภูเขาจงซาน เริ่มสร้างใน
เดือนมกราคม ค.ศ.1926 และเสร็จสิ้นในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.1929 โดยศพของ ดร.ซุนยัดเซ็น
นั้นถูกย้ายจากปักกิ่งมาตั้งไว้ ณ สุสานแห่งนี้เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1929

มีการกล่าวถึงสาเหตุที่การสร้างสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น ณ บริเวณนี้ว่า ครั้งหนึ่ง ดร.ซุน
เคยมาเยี่ยมเยือนบริเวณนี้ เมื่อสังเกตเห็นว่า เนินทางทิศใต้ของภูเขาจงซาน มีทัศนียภาพที่งดงาม
และชัยภูมิที่ดีจึงเปรยเล่นๆ กับผู้ติดตามว่า เหมาะกับการสร้างสุสานของตน อย่างไรก็ตาม การเปรยเล่นๆ
ดังกล่าวกลับมีผู้จดบันทึกเอาไว้

ปัจจุบัน สุสานซุนจงซาน มีขนาดใหญ่โตกว่า สุสานหมิง ที่อยู่ข้างๆ อย่างเห็นได้ชัด
โดยมีขนาดพื้นที่กว้างขวางถึง 8 หมื่นตารางเมตร โดย สุสานถูกออกแบบและสร้างให้เป็น
ทางเดินหินลาดขึ้นไปตามเนินเขาที่ยาวกว่า 323 เมตร กว้าง 70 เมตร

ประตูใหญ่ของสุสาน สร้างจากหินอ่อนขาวที่นำมาจากมณฑลฝูเจี้ยน
ขณะที่หลังคาเป็นกระเบื้องออกแบบเป็นสีน้ำเงินคราม - - - สีขาว-น้ำเงินคราม
อันเป็นสีธงประจำพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งหากสังเกตดูดีๆ แล้ว อาคารทั้งหมดของ สุสานซุนจงซาน ก็ออกแบบในโทน
สีขาว-น้ำเงิน นี้

เหนืออาคารแรกถัดจากประตูใหญ่ ผู้มาเยือนจะพบลายมือของ ดร.ซุน ที่เขียนเอาไว้ว่า "
แผ่นดินเป็นของประชาชน (เทียนเซี่ยเหวยกง"

อาคารหลังสุดท้ายของสุสานซุนจงซาน เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ครอบสุสานเอาไว้
ด้านหน้ามีตัวหนังสือเขียนเรียงไว้ว่า ชาตินิยม, ประชาธิปไตย และ สังคมนิยมอันประกอบเป็น
ลัทธิไตรราษฎร์ ที่ ดร.ซุน บัญญัติขึ้น

ภายในอาคารมีรูปปั้นในท่านั่งของ ดร.ซุนยัดเซ็น ผลงานของ Paul Landowski
ประติมากรชาวฝรั่งเศสขณะที่ผนังโดยรอบก็สลักไว้ด้วย "หลักการพื้นฐานในการสร้างชาติโดยสังเขป ของ
ดร.ซุน" โดยเมื่อเดินผ่านเข้าไปหลักรูปปั้นนั่ง ก็จะพบกับห้องวงกลมอันเป็นห้องเก็บศพ
โดยบนโลงศพนั้นประดับไว้ด้วยรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของ ดร.ซุนเอง ที่ปั้นโดยศิลปินชาวเชก

ในปัจจุบันหรือในอนาคต ไม่ว่าจีนแผ่นดินใหญ่ กับ จีนไต้หวัน จะมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใด
สิ่งแน่ใจได้ประการหนึ่งก็คือ บุรุษผู้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจาก 'นายแพทย์ผู้รักษาชีวิตคน'
มาเป็น 'นักปฏิวัติผู้ช่วยชีวิตประเทศจีน' ผู้นี้
คงเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่ทั้งชาวจีนทั้งสองฝั่งกล่าวได้เต็มปากว่า
หากไม่มีเขาก็อาจไม่มีประเทศจีนในวันนี้

อ่านเพิ่มเติม : บทความอื่นๆ จากคอลัมน์ริมจัตุรัสที่เกี่ยวข้องกับ ดร.ซุนยัดเซ็น
- เที่ยวสือช่าไห่ แวะบ้าน "ซ่งชิ่งหลิง" ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3 (19 พ.ค. และ 27 พ.ค.
2547)

ประวัติของ ดร.ซุนยัดเซ็น เรียบเรียงมาจาก :
1.หนังสือ ประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้และยุคปัจจุบันโดย ตู้จื้อจุน
ของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง บทที่ 9-11
2.หนังสือประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พ.ศ.2542 บทที่ 20 หน้าที่
739-771 และ บทที่ 2 หน้า 877-913
3.หนังสือที่สุดของเมืองจีน โดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2543 หน้าที่ 83-87
4.หนังสือโดย ซุนจงซาน สำนักพิมพ์ตงฟัง

ทั้งนี้หนังสือทั้ง 4 เล่มให้ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับ ดร.ซุนยัดเซ็น คลาดเคลื่อนกัน
ดังนั้นข้อมูลในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนจึงอ้างอิงจาก เล่มที่สี่ เป็นหลัก
และเสริมข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสืออีกสามเล่ม


ที่มา
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9470000051649
แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2009 เวลา 1
บันทึกการเข้า



สวัสดีค่ะ บุคคลทั่วไ


PanJang
Administrator
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 202


กระทู้: 1140


« ตอบ #4 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 14:31:16 »

อยากรู้เหมือนกันค่ะ เลยไปค้นในกูเกิ้ล ก็ได้ตามเนื้อหาด้านบนค่ะ
คงจะตอบให้กับทุกคำถามไม่ได้  เพราะบางคำถามเป็นเรื่องของความรู้สึกของแต่ละคนค่ะ
แต่ก็ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นของตัวเองนะคะ  ซึ่งอาจจะไม่ถูก แต่ขอแชร์ความคิดเห็นค่ะ  

แต่ในเนื้อเรื่องผมกลับ...คิดมุมกลับว่า...
1. ทำไมถึงคิดล้มล้างราชวงศ์ชิง (เพราะราชวงศ์ไม่ดีหรือไง ปกครองบ้านเมืองเป็นอย่างไร ข้าวยากหมากแพง เช่นไร)
เหตุผลที่เขียนไว้ --> หมอซุนได้เห็นถึงปัญหาของประเทศ คนยากก็จนหนัก ในขณะที่เหล่านายทุนก็รวยเอาๆ คุณหมอจึงเกิดความคิดอ่านด้านการเมือง และมีความปรารถนาที่จะปฏิวัติระบอบการปกครองประเทศเสียใหม่ เพราะเห็นว่า การปกครองโดยราชวงศ์แมนจูนั้น มีแต่จะนำความเสื่อมโทรมมาสู่ประเทศ ไม่เหมือนชาติอื่นๆที่เจริญขึ้นมาได้ด้วยประชาธิปไตย

2. แนวคิดหัวเอียงซ้าย เอียงขวา ที่นำระบอบจาก ต่างประเทศมาปฎิวัตินั้น... มันจะถูกต้องหรือ กับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ .... กับคำว่าประชาธิปไตยครับ...
--> ถ้าตอบตามความคิดของตัวเอง  ก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าจะดีกว่าหรือเปล่า แต่การปกครองในตอนนั้น ไม่สามารถทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้ ในขณะที่ประเทศอื่นสามารถที่จะพัฒนาไปในทางที่ดี  ณ ขณะนั้น ก็คงจะคิดว่าถ้าเปลี่ยนก็คงจะดีกว่า  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ดี

3. ทำไมประชาชน ถึงอยู่ดีๆ คิดต่อต้าน และ ต้องการล้มระบอบฮ่องเต้ ที่มีตำนานมายาวนาน... (ในหนังจะกว่าถึงขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพเป็น ตัวเอก ดำเนินเรื่อง)
--> ถ้าตัดคำว่าล้มระบอบฮ่องเต้ออกไป  แล้วคิดในมุมกลับกัน การที่มีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ก็เพราะราชวงศ์เดิมอ่อนแอหรือคนชั่วขึ้นมาปกครอง กดขี่ผู้ใต้การปกครอง ก็มักจะมีกลุ่มคนขึ้นมาล้มล้างราชวงศ์เดิม แล้วก็ตั้งราชวงศ์ใหม่โดยคนที่คิดล้มล้าง แล้วรูปแบบการปกครองก็แล้วแต่ผู้ที่มีอำนาจนั้นต้องการจะให้เป็น  เป็นแบบนี้เรื่อยมาในการปกครองของจีน  
ถ้าในกรณีที่ฮ่องเต้และผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนดี ปกครองประชาชนด้วยความเป็นธรรม ก็คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์  แล้วถ้าเราคิดว่าการปฏิวัติครั้งนี้ก็เพราะสภาพบ้านเมืองที่แย่  พอปฏิวัติได้แล้ว คนที่ปฏิวัติได้ก็เพียงไม่ตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้  แต่เปลี่ยนเป็นการปกครองในอีกรูปแบบก็ได้นี่ค่ะ

4. ราชวงศ์ชิงคือ ราชวงศ์สุดท้าย หรือครับ...  
--> ใช่ค่ะ

5. สู้เพื่อคน 400 ล้าน..นั่น คือหนทางแห่ง เสรีภาพจริงๆหรือ...  
--> ตอบให้ไม่ได้  อิอิ

แต่จากการที่อ่านประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะเริ่มจากการที่ได้คนในประเทศออกไปศึกษาต่อต่างประเทศ
แล้วเห็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย  เห็นหลักการ วิธีการปกครอง ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้สังคมเท่าเทียม
สุดท้ายก็เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ถ้าถามว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีหรือเปล่า  คิดว่าทุกระบอบการปกครองดีทั้งนั้น เพียงแต่คนที่ทำหน้าที่ปกครอง
จะทำหน้าที่ได้สมกับระบอบการปกครองนั้นหรือเปล่า  ต่อให้ระบอบการปกครองดียังไง แต่ถ้าผู้ใช้อำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูก
สุดท้ายก็คงทำให้ประเทศดีไม่ได้

 Embarrassed Embarrassed Embarrassed
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 พฤษภาคม 2010, 16:03:56 โดย ChoCo ^---^ » บันทึกการเข้า



สวัสดีค่ะ บุคคลทั่วไ


PanJang
Administrator
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 202


กระทู้: 1140


« ตอบ #5 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 15:06:08 »

หลังจากอ่านประโยคนี้ "ให้ลุกขึ้นมาร่วมกันปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง อัน เป็นราชวงศ์ที่มาจากชาวแมนจู มิใช่ชาวจีนโดยแท้ "
ก็สะดุดค่ะ  ชาวแมนจูไม่ใช่ชาวจีนเหรอ  เผื่อมีคนสงสัยเหมือนกัน ก็เลยไปหาคำตอบค่ะ  ได้คำตอบมาดังนี้ค่ะ


แมนจูเป็นคนจีนแน่นอน แต่เชื้อชาติแมนจู

ประเทศจีนประกอบไปด้วยเชื้อชาติใหญ่ 5 ชนชาติหน่ะครับ ได้แก่
- เชื้อชาติฮั่น ซึ่งเป็นประชากรราวๆ 92% ของคนจีนทั้งประเทศ
- เชื้อชาติแมนจู
- เชื้อชาติมองโกล
- เชื้อชาติทิเบต
- เชื้อชาติจ้วง
นอกจากนี้ก็มีชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกหลายสิบเผ่าครับผม (ซึ่งทุกๆเผ่ารวมๆกันมีประชากรประมาณ 8% ของชาวจีนทั้งประเทศ)


ต้นกำเนิดของเผ่าแมนจูนั้นอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนครับ พวกเขากระจัดกระจายตั้งแต่ในแถบเหลียวตงไปจรดแม่น้ำเฮยหลงเจียงที่ชายแดนติดกับรัสเซีย

ราชวงศ์ชิง ก่อตั้งและสถาปนาโดยเชื้อชาติแมนจูนั้นถูกต้องครับ ถ้านับตามหลักการแล้วก็เป็นราชวงศ์ของชนต่างเผ่าที่ไม่ใช่ชาวฮั่น แต่เป็นหนึ่งในราชวงศ์ของจีนแน่นอน

อาณาจักรกลางหรือจงกั๋วนั้น ถูกปกครองโดยชนชาติต่างๆผลัดกันเข้ามาครอบครองสม่ำเสมอหน่ะครับ ตั้งแต่ชาวหัวเซี่ย ตงอี๋ พวกโจว เผ่าหรงกลุ่มต่างๆ ฉินอี๋ ฉู่ ปา สู่ หวู๋ เยี่ยะเผ่าต่างๆ พวกตี เซียง เซียนเปย เจี๋ย ซงหนู ทังกุส ชี่ตาน โหรวหราน ซาโถ มองโกล หนี่เจิน แมนจู ฯลฯ

ขอบคุณคำตอบจากคุณ  อุ้ย (digimontamer) แห่งเว็บพันทิพย์ดอทคอมค่ะ

บันทึกการเข้า



สวัสดีค่ะ บุคคลทั่วไ


my Happiness is missing you everyday
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 21


กระทู้: 694


« ตอบ #6 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2010, 17:51:14 »

เก่งจังเลยอ่ะ อย่างนี้ต้อง +10   Grin Grin Grinขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #7 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 07:34:07 »

+1/187 ให้กับ คุณ Jaguar ผู้ตั้งกระทู้นะครับ

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ

+1/314 ให้กับ คุณ ChoCo สำหรับข้อมูลและความคิดเห็นครับ

ขอบคุณมาก ๆ ครับ

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #8 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 08:02:00 »

ในด้านข้อมูลนั้น คุณ Choco ได้กรุณาค้นหามาให้อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งต้องขอบคุณ คุณ Choco มา ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง

 ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ  ขอบคุณครับ

ดังนั้น ก็จะขอพูดถึง คำถาม ที่ คุณ Jaguar ได้ตั้งเอาไว้ ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

1. ทำไมถึงคิดล้มล้างราชวงศ์ชิง (เพราะราชวงศ์ไม่ดีหรือไง ปกครองบ้านเมืองเป็นอย่างไร ข้าวยากหมากแพง เช่นไร)

ที่จริงตอนที่ ราชวงศ์แมนจู เข้าปกครอง แผ่นดินจีน ใหม่ ๆ ก็มี คนลุกขึ้นมาต่อต้านกันเยอะนะครับ โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้ คนจีน ต้องโกนผมครึ่งศีรษะ และไว้ผมเปีย นั้น มีการต่อต้านกันรุนแรงมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตามความเชื่อแต่ดั้งเดิมของคนจีน เส้นผม ถือเป็นสิ่งที่ พ่อ แม่ ประทานให้มา จะตัดทิ้งเสียมิได้ เป็นการแสดงถึงความอกตัญญู ดังนั้นจะเห็นว่า ในหนังจีนที่เป็นยุคโบราณ ผู้ชายจีน จะเกล้าผมเป็นมวย เพราะไว้ยาว และไม่ได้ตัดนั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีกฎหมายนี้ออกมา จึงกระทบกระเทือนจิตใจชาวจีนที่เรียกตัวเองว่า ชาวฮั่น อย่างรุนแรง แต่รัฐบาลแมนจู ก็ใช้วิธีการที่รุนแรงตอบโต้เช่นกัน ด้วยการออกกฏหมายว่า หากใครไม่ตัดผม ( โกนผม ) และไว้ผมเปีย ก็ต้องถูก ตัดหัว ปรากฎว่ามี ชาวฮั่น ถูกตัดหัวไปเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่าการที่ รัฐบาลแมนจู เข้มงวดในเรื่องนี้ ก็เพราะ คนแมนจู ก็ไว้ทรงผมดังกล่าวนี้ และต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในชาติขึ้น เพราะหากไม่กระทำเช่นนี้ ก็จะเกิดความรู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งวิธีการเช่นนี้น่าจะเอาเยี่ยงอย่างจาก จิ๋นซีฮ่องเต้ ที่ใช้วิธีการรุนแรงสั่งให้เผาตำราและฝังนักปราชญ์ เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เกิดการแบ่งแยกเป็นแคว้น

แต่นอกเหนือจาก กฎหมายเรื่อง โกนผมและไว้ผมเปีย แล้ว ฮ่องเต้แมนจู ก็ผ่อนปรนและคล้อยตามวัฒนธรรมชาวจีนอยู่หลายเรื่อง

และกล่าวได้ว่าในยุคสมัยของ คังฮีฮ่องเต้  หย่งเจิ้นฮ่องเต้ และ เฉียนหลงฮ่องเต้ เป็นยุคที่ประชาชนในปกครองของ แมนจู อยู่ดีกินดี ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง

อาจมีเพื่อนสมาชิกบางท่านสงสัยว่า ก็เห็นในหนังจีนหลายเรื่องกล่าวหาว่า หย่งเจิ้นฮ่องเต้ เป็นทรราชย์ ปลอมแปลงราชโองการฮ่องเต้องค์ก่อน ( คังฮีฮ่องเต้ ) เรื่อง พินัยกรรม

ส่วน เฉียนหลงฮ่องเต้ ก็มี พรรคฟ้าดิน ออกมาต่อต้าน และเป็นผู้สั่งเผา วัดเสียวลิ้มยี่ฝ่ายใต้ มีวีรบุรุษที่ถือกำเนิดในยุคนี้ออกมาต่อต้านอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หงซีกวน ( อั่งฮีกัว )  ฟางซื่ออวี้ ( ปึงซี่เง็ก ) และ หูหุ้ยเฉียง ( โอ้วหุ้นเคี้ยง ) เป็นต้น

ซึ่งจากการค้นคว้าของผมเอง รวมถึงการสอบถามจาก อาเจ่ก อาแปะ ที่พอรู้เรื่องดีนั้น ก็สรุปได้ว่า

หย่งเจิ้นฮ่องเต้ หาได้เป็น ทรราชย์ แต่ประการใดไม่ เรื่องการปลอมแปลงพินัยกรรมตั้งตัวเองเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร ก็เป็นเรื่องแต่งขึ้น โดยคนส่วนใหญ่เชื่อตามหนังเรื่อง ศึกสายเลือด บ้าง หรือเชื่อตามนิยายกำลังภายในของ เนี่ยอู้เซ็ง บ้าง

ซึ่งในหนังและนิยายที่สร้างกันมานั้น หย่งเจิ้นฮ่องเต้ ได้เป็น ฮ่องเต้ เพราะ หลงเคอตอ กุนซือคู่ใจ เติมขีดเข้าไปหนึ่งขีด เปลี่ยนประโยคจากคำว่า แต่งตั้งองค์ชายสิบสี่เป็นผู้สืบทอด กลายเป็น แต่งตั้งให้องค์ชายสี่เป็นผู้สืบทอด

ซึ่งนักวิเคราะห์และนักวิจารณ์หลายท่านแสดงความคิดเห็นว่า ราชโองการที่มีความสำคัญขนาดนี้ ไหนเลยจะใช้ ตัวเลขจีนแบบบย่อมาเขียนเอาไว้ ขนาดสั่งจ่ายเช็คยังต้องใช้ตัวเลขจีนแบบเขียนเต็มมากำกับเอาไว้เลย นอกจากนี้ ชาวแมนจู ก็มีอักษรของพวกเขาเอง การประกาศเรื่องสำคัญเช่นนี้ หากจะเขียนเป็นภาษาจีน ก็ต้องมีภาษาท้องถิ่นของพวกเขาเขียนเอาไว้ด้วย ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่ หลงเคอตอ จะแก้ทั้งสองฉบับ

ความจริงแล้ว หย่งเจิ้นฮ่องเต้ หาได้เป็น ทรราชย์ อย่างที่กล่าวในหนังหรือละครหรือในนิยายกำลังภายในไม่ แต่ที่ท่านมักถูกมองเช่นนั้น ก็เพราะว่าตัวท่านเป็น คนที่เข้มงวด และ เอาจริงเอาจัง หากใครกระทำผิดก็ไม่ละเว้น หรือผ่อนปรนให้ ทำให้มีลูกหลานขุนนางกังฉินไม่พอใจและเขียนหนังสือออกมาโจมตีท่าน จนเวลาผ่านมา กลายเป็นว่า จาก ฮ่องเต้ ที่เข้มงวด กลายเป็น ฮ่องเต้ทรราชย์ ไป

ทั้งที่ในสมัย หย่งเจิ้นฮ่องเต้ เงินในท้องพระคลังยังมีมากกว่าสมัย คังฮีฮ่องเต้ ซะด้วยซ้ำ

และที่น่าขำกว่านั้นก็คือเรื่อง อาวุธที่เรียกว่า จักรพญายม ที่ ชอว์บราเดอร์ เอาไปสร้างเป็นหนังเรื่อง ฤทธิ์จักรพญายม ว่าเป็นบัญชาของ หย่งเจิ้นฮ่องเต้ เอาไว้จัดการกับ ขุนนางตงฉิน ที่ขัดใจท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งกันขึ้นมา แต่ฝรั่งกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะ มีการทำสารคดีออกฉายช่อง Discovery ซึ่งผมมีโอกาสได้ดูจาก UBC เกี่ยวกับเรื่อง สิบยอดอาวุธร้ายกาจของประเทศจีน ปรากฎว่า ฝรั่ง จัดให้ จักรพญายม เป็นอาวุธร้ายกาจอันดับหนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยมีใครเห็นของจริงด้วยซ้ำ แถมมีการพยายามจำลองสร้างขึ้นมาตามในหนัง ซึ่งผมดูแล้วบอกได้คำเดียวว่า ใช้มีดตัดคอ ยังง่ายกว่าเอา จักรพญายม ไปครอบซะอีกครับ

   

บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #9 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 08:10:56 »

ข้อที่ 1 ยังตอบไม่หมดเลยนะครับ แต่เห็นว่ายาวไป เลยขึ้นใหม่ครับ

ทีนี้มาถึง เฉียนหลงฮ่องเต้ ที่มีการกล่าวว่าเป็นผู้สั่งเผา วัดเสียวลิ้มยี่ฝ่ายใต้ และมีวีรบุรุษมากมายถือกำเนิดตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น

จากการค้นคว้าของผม ขอเรียนให้เพื่อน ๆ สมาชิกทราบเอาไว้เลยว่า เรื่องราวของ เฉียนหลงประพาสกังน้ำ กับ ประวัติเขียวหมื่นปี ทั้งสองเรื่องนี้ที่อ้างอิงว่าเป็นพื้นฐานของเหตุการณ์ เผาวัดเสียวลิ้มยี่ฝ่ายใต้ หาได้เป็นความจริงแต่ประการใดไม่

ที่ว่า เฉียนหลงประพาสกังน้ำ สั่งให้เผา วัดเสียวลิ้มยี่ฝ่ายใต้ และกำจัด หลวงจีนจื้อส้าน หลวงจีนซันเต๋อ สังหาร ฟางซื่ออวี้ หูหุ้นเฉียน และสุดท้าย หงซีกวน หนีรอดไปได้ และอาศัย เรือแดง ออกร่อนเร่แสดงงิ้ว และรวบรวมผู้ต่อต้าน ราชวงศ์ชิง เพื่อ ฟื้นฟูราชวงศ์หมิง นั้น ทั้งหมดเป็นเพียงนิยายเท่านั้นครับ ฟางซื่ออวี้ หรือ ปึงซี่เง็ก กับพวก ล้วนเป็น บุคคลสมมติ หรือ แต่ง ขึ้นมา ไม่ได้มีตัวตนจริง หรือหากมีก็เป็นเพียงสัญญลักษณ์ที่กล่าวสืบทอดกันมาเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ฟางซื่ออวี้ มีปรากฎอยู่ตั้งแต่สมัย คังฮีฮ่องเต้ มาถึง เฉียนหลงฮ่องเต้ ได้อย่างไร หากมีตัวตนจริง อายุไม่ร่วมร้อยกว่าสองร้อยปีแล้วกระนั้นหรือ แต่ทำไมมาถึงสมัย เฉียนหลงฮ่องเต้ ยังหนุ่มฟ้ออยู่ไม่แก่ได้ยังไง

ในความเป็นจริงแล้ว การที่ เฉียนหลงฮ่องเต้ ประพาสกังน้ำ นั้น ได้รับการสรรเสริญจากผู้คนด้วยซ้ำ หนังสือเรื่อง ประวัติเขียวหมื่นปี ก็ไม่ได้เป็นหนังสือที่โจมตี ราชวงศ์ชิง หากแต่สรรเสริญด้วยซ้ำ เพราะคำว่า ชิง ใน ราชวงศ์ชิง แปลว่า เขียว

คำว่า เขียวหมื่นปี จึงเป็นการยกย่องว่า ให้ ราชวงศ์ชิง ยั่งยืนหมื่นปี ด้วยซ้ำครับ
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #10 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 08:13:51 »

ดังนั้น คนส่วนใหญ่ที่เป็น แฟนหนังจีนหรือนิยายจีน ที่เชื่อตามหนังหรือนิยาย โดยไม่ค้นคว้าหาข้อมูล จึงเท่ากับถูกล้างสมองไปครับ

ทีนี้ก็จะขอเอาเรื่องราวที่ค้นคว้ามาฝากครับ ไม่ได้อ้างอิงแหล่งข้อมูล เพราะว่าค้นเองเขียนเองนะครับ

.....ในช่วงบั้นปลายชีวิตของ พระนางซูสีไทเฮา ( 慈禧太后 ) ณ อำเภอฝ่อซัน ( 佛山 )  เมืองกวางโจว ( 廣州 ) ปรากฎนิยายแนวกำลังภายในเรื่อง เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่านักสู้ผู้ใช้ มวยใต้ ( 南拳 )

เนื้อหาภายในของเรื่อง เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) และตามมาด้วย เฉียนหลงประพาสกังน้ำ (  乾隆皇遊江南 ) ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า เฉียนหลงประพาสเจียงหนาน ก็แล้วกันนะครับ เพราะ กังน้ำ เป็นภาษาแต้จิ๋ว ส่วน เจียงหนาน เป็นภาษาจีนกลาง ครับ เป็นเรื่องราวของ มวยหงฉวน ( 洪拳 ) และเหล่านักสู้ผู้ใช้ มวยหงฉวน ( หรือ อั่งคุ้ง นั่นเอง )

ซึ่งเนื้อหาของนิยายเรื่อง เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) หรือ วั่นเหนียนชิง และต่อด้วย เฉียนหลงเสด็จประพาสเจียงนาน ( 乾隆皇遊江南 ) นั้น ในตอนแรกเริ่มที่ปรากฎเป็นนิยายขึ้นนั้น เนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้ใช้ มวยใต้ หงฉวน

ซึ่งไม่ได้มีเรื่องราวของการ ต่อต้านชิง ฟื้นฟูหมิง เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ประการใด ในทางกลับกันมีการกล่าวเล่าเรื่องราวของ เฉียนหลงฮ่องเต้ ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องภายในของ วัดเส้าหลิน ให้ด้วยซ้ำ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เฉียนหลงฮ่องเต้ได้รับการยกย่องให้เป็น วั่นเหนียนชิง ( 萬年清 ) ซึ่งแปลว่า ( ราชวงศ์ ) ชิงหมื่นปี

ซึ่งคำว่า 青 ใน เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) กับคำว่า 清 ที่ใช้ยกย่อง เฉียนหลงฮ่องเต้ นั้น ดูเผิน ๆ คล้ายกัน แต่ต่างกันตรงที่ ซันเตี๋ยนสุ่ย ( ซาเตี๋ยมจุ้ย ) หรือ หยดน้ำ 3 จุด ซึ่งก็คือ ขีดข้างหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีก 3 ขีดนั่นเอง

ในส่วนของภาษาจีนกลาง ทั้งคำว่า 青 และ 清 ออกเสียงเหมือนกันคือ ชิง แต่ถ้าเป็นภาษาแต้จิ๋ว คำว่า 青 จะออกเสียงว่า แช แปลว่า ( สี ) เขียว  ส่วนคำว่า  清 ออกเสียงว่า เช็ง แปลว่า ใส ( กระจ่าง ) ครับ

ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานว่า แรกเริ่มเดิมทีชื่อของนิยายเรื่องนี้ จะเป็นการยกย่อง เฉียนหลงฮ่องเต้ ด้วยซ้ำ จึงตั้งชื่อเป็น วั่นเหนียนชิง หรือ บ้วนนี้เช็ง ( 萬年清 ) ที่แปลว่า ( ราชวงศ์ ) ชิงหมื่นปี

แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ( ซึ่งจะกล่าวต่อไป ) จึงทำให้ชื่อเพี้ยนไปเป็น เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) หรือ บ้วนนี้แช ซึ่งคำว่า แช นี้นอกจากแปลว่า สีเขียว แล้ว ยังแผลงเป็น จีรัง ก็ได้ครับ

ว่ากันว่าเนื้อหาของเรื่อง เขียวหมื่นปี ( 萬年青 ) หรือ วั่นเหนียนชิง นั้น อ้างอิงมาจากตำนานพื้นบ้านเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น หากแต่มีการเขียนแต่งเติมสีสันซะส่วนใหญ่

แต่ก็มีบุคคลบางคนที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ และจะเป็นบุคคลที่อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1860 บุคคลที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ ผู้สืบทอด มวยหงฉวน แห่ง กวางโจว ( 廣州洪拳傳人 ) นาม ลู่อาไฉ่ หรือ เล็กอาไช่ ( 陸亞釆 ) นั่นเอง

ซึ่งคอหนังกำลังภายในและกังฟู น่าจะเคยได้ยินชื่อ ลู่อาไฉ่ มาบ้าง อย่างหนังเรื่อง เพชฌฆาตเจ้าสิงโต ก็ได้ เฉินก้วนไท้ มารับบทเป็น ลู่อาไฉ่ ถ่ายทอด มวยวัดเส้าหลิน และ กระบองแปดทิศ หยางอู่หลาง ให้กับ หวงเฟยหง ที่แสดงโดย หลิวเจียฮุย

ส่วนบุคคลที่มีการปั้นแต่งขึ้นมาก็ได้แก่ ฟางซื่ออี้ หรือ ปึงซี่เง็ก ( 方世玉 ) ไปจนถึง หงซีกวน หรือ อั่งฮีกัว ( 洪熙官 )

ซึ่งก็น่าจะคล้ายกับที่ กิมย้ง สร้างบุคคลอย่าง ก๊วยเจ๋ง และพวก เดินเรื่องเคียงคู่ไปกับบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์อย่าง เจ็งกีสข่าน นั่นเองครับ

ดังนั้นวิธีการเขียนแบบการสร้างตัวละครสมมติกลมกลืนไปกับบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวั
ติศาสตร์ ก็มีมานานแล้ว

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้นะครับว่า เดิมทีนิยายเรื่อง เขียวหมื่นปี ก็ดี หรือ ( ราชวงศ์ ) ชิงหมื่นปี ก็ดี เนื้อหาไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กบฏ ต่อต้านราชวงศ์ชิงแต่ประการใด หากแต่เป็นเรื่องราวของ มวยหงฉวน อาทิเช่น ฟางซื่ออี้ สยบ หลุยเหล่าหู่ เป็นต้น

แต่ต่อมาเมื่อมีการรวบรวมหนังสือนิยายให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน ก็กลับมีการนำเอาเหตุการณ์ ทหารแมนจู ( ราชวงศ์ชิง ) ร่วมมือกับ ปรมาจารย์ทั้ง 5 ภายใต้การนำของ นักพรตคิ้วขาว บุกล้อมเผา วัดเส้าหลิน ( โดยมีรายละเอียดเสริมในภายหลังว่า หลุยเหล่าหู่ เป็นศิษย์เอกของ ฝ่งเต้าเต๋อ เป็นต้น )

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ในขณะที่มีการรวบรวมงานเขียนชุดนี้อยู่นั้น ได้มีการนำเอานิยายแนวเดียวกัน ( หรือสันนิษฐานว่าเป็นภาคที่เขียนขึ้นมาใหม่ในภายหลัง ) เรื่อง หั่วเซอเส้าหลินซี่ หรือ ห้วยเซียเสี่ยวลิ้มยี่ ( 火燒少林寺 ) แปลว่า อัคคีเผาผลาญวัดเส้าหลิน มารวมเข้าไว้เป็นเรื่องเดียวกัน

ซึ่งในส่วนของนิยายเรื่อง อัคคีเผาผลาญวัดเส้าหลิน นั้น สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใน ปี ค.ศ. 1854 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ หลี่เหวินเหมาก่อการปฏิวัติ และเกิดเหตุการณ์ ทหารแมนจู ( ราชวงศ์ชิง ) เผาเอกสารและข้าวของต่าง ๆ ของ สมาคมดอกไม้หยก ( 瓊花會館 ) แห่ง ฝ่อซัน

ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ท่านกิมย้ง หยิบยืมเอาชื่อของ สมาคมดอกไม้หยก มาตั้งเป็น สมาคมดอกไม้แดง ในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ ด้วยหรือไม่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤษภาคม 2010, 08:39:00 โดย tigerroad197 » บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #11 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 08:47:10 »

พูดมาซะยืดยาว ก็เพื่อจะให้ เพื่อน ๆ สมาชิก ได้เห็นภาพว่า ที่จริงแล้ว ชาวฮั่น ส่วนใหญ่ ก็ยอมรับในการปกครองของ ราชวงศ์ชิง ถ้าหากว่า ฮ่องเต้ ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก่อนหน้า ราชวงศ์ชิง หรือ แมนจู จะเข้าปกครอง ชาวฮั่น เป็นยุค ราชวงศ์หมิง

ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของ ราชวงศ์หมิง ก็คือ ฉงเจินฮ่องเต้ ( ซึ่งได้เคยกล่าวถึงในกระทู้เรื่อง ตำราพิชัยสงคราม ไปแล้ว ) เป็น ฮ่องเต้ที่เขลา หูเบา และไม่ได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม เชื่อคำยุยงของ กังฉิน กำจัด ขุนนางตงฉิน ไปจดหมดสิ้น

ดังนั้นที่ห้อมล้อมอยู่ข้างกายท่านจึงมีแต่พวก กังฉิน

จึงเป็นยุคที่ประชาชนเดือดร้อนสาหัสมากยุคหนึ่งครับ

สาหัสถึงขนาด ชาวบ้าน ชาวนา รวมตัวกันเป็น กลุ่ม เพื่อขับไล่ ฉงเจินฮ่องเต้ เลยทีเดียวครับ ดังนั้น การที่ ราชวงศ์ชิง ถูกขับไล่ จึงไม่ได้เพราะเป็น ชาวต่างเผ่า มาปกครองอย่างแน่นอน

กลุ่มชาวบ้านหรือชาวนาที่ เข้มแข็ง ที่สุด คือ ภายใต้การนำของ หลี่จื้อเฉิง ครับ สามารถบุกเข้ายึดเมืองหลวงได้

ทำให้ ฉงเจินฮ่องเต้ ผูกคอตาย

แต่ หลี่จื้อเฉิง ก็ไม่ได้ทำให้ชาวชาวช่องอยู่สุขสบาย เพราะทันทีที่เข้ายึดเมืองหลวงได้ กองกำลังของ หลี่จื้อเฉิง ซึ่งไม่ได้รับการฝึกอบรมเยี่ยงทหาร ต่างก็เข้าแย่งชิงของชาวบ้าน กระทำตัวเยี่ยงตัวโจร

อู๋ซันกุ้ย เห็นเช่นนี้จึงเปิดประตูเมือง ยอมให้ ทัพแมนจู เข้ามาปราบ กบฏหลี่จื้อเฉิง

และทำให้ แมนจู สามารถปกครองชาวฮั่นได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
บันทึกการเข้า
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 120


กระทู้: 16106



« ตอบ #12 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 08:51:36 »

ซึ่งภายใต้การปกครองของ แมนจู โดยเฉพาะในสมัย สามยอดฮ่องเต้ ดังที่กล่าวมาแล้ว

ชาวบ้านรู้สึกว่า ปากท้องอิ่ม ความเป็นอยู่ดีกว่าสมัย ฉงเจินฮ่องเต้ ที่รีดนาทาเร้น ขูดรีดประชาชนซะอีก เมื่อปากท้องอิ่ม อยู่ดีเป็นสุข ก็ไม่ได้คิดว่า แมนจู เป็นชาวต่างเผ่ามาปกครองแต่ประการใด

ทั้งนี้เพราะในความคิดเห็นของพวกเขา ใครมาปกครองก็ได้ ขอเพียงให้ อิ่มท้อง เพราะที่แล้ว ๆ มา นับแต่ ฉงเจินฮ่องเต้ หลี่จื้อเฉิง พวกเขาก็ล้วนแต่ประสบแต่ความทุกข์แสนสาหัส ข้าวยากหมากแพง อยู่แบบอดมื้อกว่าจะได้กินอีกหลาย ๆ มื้อ

ซึ่งว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ (จีน) มักซ้ำรอยเดิม

และในสมัยของ ซูสีไทเฮา ก็เช่นกัน ก็ย้อนรอยกลับไปเป็นเช่นเดียวกับสมัยของ ฉงเจินฮ่องเต้

นั่นก็คือ ขุนนางกังฉิน ครองเมือง เพราะ ซูสีไทเฮา หูเบา

กลุ่มทุน ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับ ขุนนางกังฉิน ก็ได้รับผลประโยชน์

แต่ทุกข์หนักกลับไปตกอยู่ที่ ประชาชน ครับ

ยิ่งในช่วงนี้ของ ประวัติศาสตร์จีน

แปดประเทศมหาอำนาจ เข้าบุกประเทศจีน ต่างหาทางกอบโกยผลประโยชน์เข้าประเทศของตนอย่างไม่เป็นธรรม

ทั้ง ราชสำนัก บวกกับ ต่างชาติ ที่มุ่งกอบโกยแต่ผลประโยชน์ใส่ตัวเอง โดยไม่สนใจประชาชนที่กำลังเดือดร้อน

ทำให้ ประชาชน เริ่มรู้สึกว่า ควรจะต้องหา มองหา อะไรอย่างอื่น เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ ดร.ซุนยัตเซ็น เริ่มประกาศแนวความคิดของตัวเองครับ

 Smiley  Smiley  Smiley
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤษภาคม 2010, 08:56:27 โดย tigerroad197 » บันทึกการเข้า
Mygirl
Gold Shop
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 37


กระทู้: 1159


MYGIRL


« ตอบ #13 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 12:45:39 »

 ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
LEopArd
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 6


กระทู้: 941



« ตอบ #14 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2010, 10:46:18 »

โอว...อ๋อง....!!!

คลังความรู้เลยนะเนี่ย เดี๋ยวขออนุญาตมา อ่านตามีหลังครับ เพิ่งกลับจาก กทม งานยุ่ง...เจงๆๆ

+1 ให้พี่เสือ ขุมคลังแห่งปัญญา... และ +1 น้อง Chocobo แสนน่ารัก... หนอนหนังสือตัวน้อย...คริคริ...

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!