ตำนานวงดนตรีของไทย "มีใครรู้จักบ้าง" By Rati

<< < (16/17) > >>

tigerroad197:
เจงกีสข่าน - Royal Sprites

http://www.youtube.com/watch?v=k3xSr1bFRGo


น่าอาย - Royal Sprites

http://www.youtube.com/watch?v=gCkLdIJ7TXM


จีบจู๋จี๋ - Royal Sprites

http://www.youtube.com/watch?v=6NO09ki4GH8

我是...伯母 Rati:
เพรสซิเดนท์



สมาชิก ปี พ.ศ. 2526

ดิเรก อมาตยกุล - ร้องนำ
วารุณี สุนทรีสวัสดิ์ - ร้องนำ
จารึก อยู่เอม - กีตาร์
นุพงษ์ ประถมปัทมะ - เบส
ศุภกร บุญยานันต์ - คีย์บอร์ด
รัศมี เทพกิจ - ทรอมโบน, คีย์บอร์ด
คัมภีร์ นอสูงเนิน - ทรัมเป็ต, เพอร์คัสชั่น
สำราญ ศรีทรัพย์ - กลอง

เพรสซิเดนท์ เป็นวงดนตรีอาชีพที่มีฝีมือจัดจ้าน
แนวดนตรีที่เล่นจะเป็นสไตล์เต้นรำ โซล และ ฟังค์กี้
ปรีชา ชนะภัย หรือ เล็ก (คาราบาว) เดิมก็เป็นมือกีตาร์ของเพรสซิเดนท์
รวมถึง นุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) ตำแหน่งเบสก็ไปเป็นสมาชิกของคาราบาว
ภายหลังในช่วงรอยต่อ "เมดอินไทยแลนด์" กับ "อเมริโกย"

เอกลักษณ์ของวงที่ทำให้แฟนเพลงจดจำได้ก็คือนักร้องนำคู่ชายหญิง
ตู้-ดิเรก อมาตยกุล และ อ้วน-วารุณี สุนทรีสวัสดิ์
เดิมตู้อยู่วงเจนเนอเรชั่นเมื่อทางวงได้ออกเทปชุด "กระบี่ไร้เทียมทาน"
ได้รับความนิยมจึงได้รับการว่าจ้างให้ไปเล่นประจำที่มาเก๊าเป็นเวลาหกเดือน
กลับมาเมืองไทยวงเพรสซิเดนท์ได้ให้ เล็ก (ปรีชา) มาชักชวนให้เข้าร่วมวงเพื่อ
มาแทนนักร้องคนเดิมที่ลาออกไป ตู้-ดิเรก จึงกลายมาเป็นนักร้องคู่กับ อ้วน-วารุณี

เพรสซิเดนท์เล่นประจำที่โรงแรมเอราวัณได้ออกงานกับ
สังกัดอโซน่าสองชุดคือ
"เด็กฮาร์ทฉันไม่สน" ตามมาด้วยชุด "สายลมลวง"
ชุดนี้มีเพลง 'สาวบางโพ' ที่กลายมาเป็นเทรดมาร์คของ ตู้-ดิเรก
หลังจากออกงานชุดที่สองทางวงเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกาสี่เดือน
ระหว่างทัวร์งานชุด Thriller ของ Michael Jackson กำลังดังไปทั่วโลก
ตู้ได้ดูวิดีโอการเต้นของไมเคิลและได้ฝึกฝนนำมาประยุกต์กับการแสดงบนเวที
เมื่อกลับมาได้ขึ้นแสดงสดในรายการโลกดนตรี
สร้างความฮือฮาให้กับแฟนเพลงเป็นอย่างมาก

หลังจากเพรสซิเดนท์ยุบวง ตู้-ดิเรก มีงานออกกับซาวนด์สเกลสองชุด
และมาอยู่กับนิธิทัศน์ได้นำเพลงฮิตเก่า ๆ ของเขามาบันทึกเสียงขายใหม่
ส่วน อ้วน-วารุณี ก็มีงานเดี่ยวออกมาให้ได้ฟังกัน
เป็นอีกวงที่ต้องบันทึกงานของพวกเขาไว้ให้ได้ระลึกถึงกัน

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์



ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เกิดวันที่ 9 กันยายน 2501
ที่สมุทรสงครามเป็นคนโตในจำนวนพี่น้อง 5 คน หนึ่งในน้องๆ 4 คนนั้น
คือ ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง เรียนชั้นประถม 1-6 ที่โรงเรียนศักดิ์ประสิทธิ์วิทยา สมุทรสงคราม
ย้ายมาเรียนประถม 7 ในกรุงเทพที่โรงเรียนวัดนาคปรก และจบ ม.ศ.3 ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ
จากนั้นเข้าเรียนที่วิทยาลัยอุเทนถวายจบแล้วเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ
สาขาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์

พี่เอกนั้นชอบฟังละครวิทยุมาตั้งแต่เด็ก และเข้าประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ ประเภทงานโรงเรียน
เมื่อเข้ามาเรียนที่กรุงเทพได้ตั้งวงดนตรีเล่นกับเพื่อนๆ ชื่อว่าวง "ชูธง" ในช่วงเวลาสั้นๆ ตอนอยู่
อุเทนถวายสมัครเข้าร่วมแสดงละครเวทีกับ ม.ล. ปิ่น มาลากุล เรื่อง "มัทนะพาธา" ผลงานการแสดง
จากเวทีนี้ทำให้เข้าตา ปนัดดา กัลยจาฤกษ์ จึงชักชวนธเนศมาเล่นละครทีวีเรื่อง "นางฟ้า" ตามด้วย
"คนหัวโขน" แล "คนโฆษณา" ละครที่สร้างชื่อให้พี่เอกคือละครชุดเรื่อง "38 ซอย 2" นอกจากนี้
ยังไปร่วมเล่นในบางตอนของ "บาปบริสุทธิ์" กับ "ร้อยชีวิต" (ช่อง 3) ด้วย

ความที่รักดนตรีเป็นทุนเดิมธเนศจึงต้องการมาเป็นนักจัดรายการวิทยุ ลองจัดมาหลายรายการ
ในที่สุดเมื่อไนท์สปอตเปิดรับสมัครเขาจึงได้กลายมาเป็นดี.เจ.ที่นี่ เริ่มจัด Nice & Easy ก่อน
จากนั้นจึงมาจัด Radio Active บทบาทอีกหนึ่งบทบาทที่หลายๆคนในยุคนั้นมาวันนี้อาจจะลืมไป
แล้วคือการเป็นพิธีกรในรายการคอนเสิร์ตแดดเดียว หลังจากออกเทป "แดนศิวิไลซ์" ธเนศมารับ
บทเป็น "เทพ" ในละคร "เทวดาตกสวรรค์" เป็นละครของไนท์สปอตที่สร้างความแปลกใหม่ให้
วงการทีวีระดับหนึ่งทีเดียว

กลับมาที่ภาคผลงานทุกวันนี้อัลบั้ม "แดนศิวิไลซ์" ผ่านการทดสอบของกาลเวลามาได้ร่วม 23 ปีแล้ว
เป็นงานที่ยังได้รับการถามหามากที่สุดงานหนึ่ง นิตยสาร DDT ฉบับที่ 27 ประจำเดือนเมษายน 2007
ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "10 Cool Albums in the Past 25 Years" และ "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต"
งานที่ออกตามมาก็อยู่ในลิสต์ดังกล่าวด้วย ทุกวันนี้ที่ยังไม่การรีอิสชูออกมา ถามจากร้านขายเทป
มือสองเขาบอกว่าติดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ในประเด็นที่ว่าใครคือผู้ถือสิทธิ์ในการผลิตงานชุดนี้ใน
ปัจจุบัน เนื่องจากดับบลิวอีเอประเทศไทยนั้นปิดตัวเองไปนานแล้ว ออนป้าผู้แทนจำหน่ายในตอน
นั้นเคยผลิตงานชุดนี้ออกมาเป็นซีดีแล้วรอบหนึ่งซึ่งกลายเป็นขอหายากไปแล้วในปัจจุบัน

"แดนศิวิไลซ์" บันทึกเสียงที่ Village Recorder ลอนดอน อังกฤษ โดยมี อัสนี โชติกุล ได้รับ
มอบหมายจากไนท์สปอตให้บินไปคุมงานผลิตร่วมกับ Lea Heart ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นยุค 80 และฟัง
เพลงฝรั่งกันแบบตามติดสักนิดคงจะจำได้ว่า Lea Heart เคยมาเล่นที่เมืองไทยในนามวง Ya Ya
และอีกครั้งในนามวง Lea Heart & The Roll Up ไนท์สปอตจองห้องอัดในการบันทึกเสียงทั้งสิ้น
14 วัน แต่ได้ทำงานจริง 12 วันเนื่องจากเครื่องบันทึกเสียง 24 แทร็ค เสียต้องใช้เวลาซ่อม 2 วัน
ส่วนการเตรียมงานนั้นธเนศและอัสนีระดมสมองปรับเปลี่ยนแก้ไขงานกันร่วมปีก่อนจะทำเดโม่ส่ง
ไปให้นักดนตรีอังกฤษซักซ้อมกันล่วงหน้า อัสนีพูดถึงการโปรดิวซ์งานชุดนี้ว่างานชุดนี้ไม่ควรยุ่ง
ยากหรือซับซ้อนเกินไปนักและพยายามทำเพลงให้มีสีสัน ทั้งนี้โดยตีโจทย์ว่าดนตรีของธเนศต้อง
การนำเสนอคนรุ่นใหม่ ด้านซาวนด์เอนจิเนียร์ได้ Gary Edwards เคยร่วมงานกับ George Martin,
Roxy Music, Queen และ Rainbow มาคุมการบันทึกเสียง ถึงแม้ต้องทำงานแข่งกับเวลาที่มีอยู่
จำกัดและมีหลายจุดที่ทั้งอัสนีและธเนศอยากจะแก้ไขให้สมบูรณ์กว่านี้แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ
ทุกฝ่ายจึงต้องปิดเซสชั่นการบันทึกเสียงด้วยความพึงพอใจระดับหนึ่ง

ในภาพรวมแล้ว "แดนศิวิไลซ์" เป็นงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพาณิชย์และศิลป์ ได้อย่างลงตัวมาก
ที่สุดชุดหนึ่ง ตอนออกแสดงโปรโมทงานชุดนี้ไนท์สปอตให้ "คาไลโดสโคป" มาแล่นแบ็คอัพซึ่ง
ทางวงเล่นได้แน่นมาก เป็นงานที่จัดเป็น Greatest Album อีกชุดหนึ่งของวงการดนตรีไทยแม้จะ
มีจุดอ่อนเล็กๆน้อยๆ ในความเป็นออริจินัลของบางเพลง

ผลงานต่อมา "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต"

ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตโลกดนตรีตะวันตกจัดชั้น prog เป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีไปแล้ว หลังจาก
เกิดเครือข่ายใยแมงมุมขึ้นมา prog ฟื้นคืนชีพและสร้างความคึกคักให้กับผู้รักดนตรีประเภทนี้กัน
ทั่วหน้า ในแวดวงดนตรีสากลของบ้านเราก็มีศิลปินหรือวงดนตรีบางวงเคยลองเดินไปบนเส้นทาง
ดนตรีวิวัฒน์กันมาบ้างแต่เป็นจำนวนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต" ของ
ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ก็เป็นงานที่จัดอยู่ในดนตรีประเภทนี้เช่นกัน

ธเนศพูดถึงงานชุดนี้ใน "สีสัน" ปี 2532 ว่า
"ตอนนั้นรู้อยู่แล้วว่า ยังไงมันก็ไม่ตลาดอยู่แล้ว แต่คล้ายๆ กับว่าคิดเข้าข้างตัวเองนิดหน่อย
กะว่ามันคงจะขายได้ใกล้เคียงกับชุดแรก หรือว่าอาจจะมากกว่าก็ได้ คือเราไม่ได้กะขายดีเด่
เทน้ำเทท่าอยู่แล้ว ก็เสี่ยงไป แต่ก็รับรู้ว่าจะเป็นยังไง เราอย่าไปคิดเทียบกับพวกป๊อปนะฮะ
มันไม่ใช่ป๊อปอยู่แล้ว คือถ้าไปรวมกลุ่มกับพวกที่ไม่ใช่ป๊อปนี่ ผมถือว่าประสบความสำเร็จในด้าน
การขายพอสมควร ในด้านความพอใจนั่นไม่ต้องพูดอยู่แล้ว คือรู้สึกว่าประสบความสำเร็จอยู่
แล้วที่ได้ทำงานอย่างนี้"

ผู้เสพงานเพลงคุณภาพจนถึงระดับประเภทก้าวล้ำไปถึงซีเรียสมิวสิค เริ่มตั้งความหวังกับธเนศว่า
จะทำงานชิ้นต่อไปออกมาในรูปแบบใดหลังจากได้ฟัง "แดนศิวิไลซ์" ธเนศฟังดนตรีมาหลายประเภท
และ prog ก็เป็นหนึ่งในแนวที่เขาฟัง ในเซสชั่นการบันทึกเสียงแดนศิวิไลซ์นั้นธเนศต้องการให้ดนตรี
ในหลายๆเพลงออกมาซับซ้อนกว่านั้น แต่อัสนีโปรดิวเซอร์มองภาพรวมว่างานเปิดตัวไม่ควรจะปล่อย
ของจนเกินกว่าระดับตลาดจะรับ เมื่อ "แดนศิวิไลซ์" ประสบความสำเร็จธเนศจึงทำสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้
เพราะถ้าไม่ใช้โอกาสนำเสนองานแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปรอตอนไหน

"คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต" บันทึกเสียงในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ปี 2530 ที่ห้องอัดของคาราบาว
และออกจำหน่ายในปีเดียวกัน ธเนศโปรดิวซ์งานชุดนี้เองรวมถึงเขียนคำร้อง-ทำนอง เกือบทุกเพลง
ด้านดนตรีเรียบเรียงโดย ปุ้ม-พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และวงตาวันเป็นผู้เล่นดนตรีในห้องอัด
ในด้านธุรกิจชุดนี้ไปไม่ถึงดวงดาว แต่ได้รับการตอบรับที่ดีจากการแสดงทัศนคติของนักวิจารณ์ดนตรี

หลังจากไนท์สปอตปิดตัวไปธเนศยังต้องการสร้างผลงานดนตรีต่อไปและมาลงตัวกับค่ายยักษ์ใหญ่
"แกรมมี่" ธนวัฒน์ (อนุวัฒน์) สืบสุวรรณ เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับงานชุด "กดปุ่ม" (2532) และ
"ร็อคกระทบไม้" (2535) ทั้งสองชุด ได้นักดนตรีฝีมือดี อย่าง ชาตรี คงสุวรรณ รวมถึง ธนวัฒน์
สืบสุวรรณ และอีกหลายคนมาเล่นดนตรีทั้งสองเซสชั่น

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์  ยังดำเนินชีวิตอยู่ในแวดวงดนตรีจนปัจจุบัน ทั้งทำงานเบื้องหลังและนั่งแท่น
ผู้บริหารของค่ายเพลง Music Bugs

มัม & ลาโคนิคส์



ถ้าไปถามคนในแวดวงดนตรีหรือนักฟังเพลงทั้งหลายว่ารู้จัก "วัลลภ มณีคุ้ม" หรือไม่
หลายๆคนน่าจะทำหน้างงๆพร้อมทั้งนึกอยู่ในใจด้วยว่ามีนักร้องคนนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ
แต่ถ้าบอกว่าเขา (เธอ) คือ "มัม ลาโคนิคส์" จากที่งงๆคงเปลี่ยนเป็นพยักหน้ารู้จัก

ปี 1982 มีวงดนตรีวงหนึ่งชื่อ Culture Club จากประเทศอังกฤษนำโดย Boy George
นักร้องนำของวง มีผลงานทั้งซิงเกิ้ลและอัลบั้มโด่งดังในอังกฤษและข้ามฟากไปดังที่อเมริกา
ในปีต่อมา ด้วยแนวดนตรีนิวโรแมนติค และดนตรีเต้นรำสนุกๆ นอกจากตัวเพลงแล้วภาพของ
Boy George ที่นำเสนอออกมาคือ "หนุ่มสวย" ที่ประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา
ก็เป็นจุดที่สร้างกระแสจุดหนึ่งของความสำเร็จที่ทางวงได้รับ

ความดังของ Culture Club ส่งผลถึงการแสดงตัวตน แฟชั่น ต่อวัยรุ่นทั่วโลกรวมถึงบ้านเราด้วย
ในตอนนั้นถ้าไปเดินสยามเซ็นเตอร์ จะเห็นเด็กวัยรุ่นแต่งตัว แบบ Boy George เดินชนกันหลายคน
เป็นที่สะดุดตาและโดดเด่นเสียเหลือเกิน

วงดนตรีอาชีพที่ชื่อ "ลาโคนิคส์" น่าจะเป็นวงดนตรีวงเดียวที่มีนักร้องนำที่มีตัวตนในแบบ Boy George แน่นอน
ภาพที่นำเสนอย่อมต้องควบคู่ไปกับความสามารถที่มีอยู่จริงด้วย

มัม เกิดวันที่ 7 สิงหาคม 2501 ที่กรุงเทพ เป็นคนกลางจากจำนวนพี่น้องสามคน
คุณพ่อคุณแม่เป็นนักร้องนักดนตรีอาชีพอยู่แล้ว ตอนเรียนชั้นประถมเคยเป็นตัวแทนของโรงเรียน
ไปร้องเพลงออกรายการทางโทรทัศน์ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์
และเป็นครุศาสตร์บัณฑิต เอกภาษาอังกฤษ โทภาษาไทย จากวิทยาลัยครูจันทร์เกษม
เริ่มร้องเพลงกับเพื่อนหญิงคนหนึ่งโดยเล่นแนวโฟลค์ซองใช้ชื่อวงว่า "Abnormal"
เล่นประจำที่ ฟรีเวย์ เอเชียไอค์ ศาลาไอศกรีม ดรายฟลาย สยาม เพื่อนหญิงของมัมเล่น
กีต้าร์ส่วนมัมร้องนำ ชื่อมัมก็ตั้งโดยเพื่อนคนนี้

ส่วนชื่อวง "Abnormal" ต้องการสื่อถึงความแอ๊บของวงจริงๆ คือ เพื่อนหญิง
ที่เล่นกีต้าร์คนนี้เป็นทอมส่วนมัมร้องนำเป็นหญิง

ต่อมา เพื่อนนักดนตรี 2 คน เล่นประจำที่ ไฮไลท์ และ บิสกิต คาเฟ่ ชวนมัมทำวงลาโคนิคส์
เล่นประจำที่ Ocean Club และ Your Place Entertainment Complex ผู้เขียนไม่ทราบรอยต่อ
ในช่วงนี้ว่าไนท์สปอตทาบทามให้ ลาโคนิคส์ ออกงานกับ wea ประเทศไทยได้อย่างไร แต่ถ้า
ให้คาดเดาคงเป็น วิโรจน์ ควันธรรม ที่เป็นผู้ผลักดันและประสานงานให้ ลาโคนิคส์ ได้ออกเทปกับ
ไนท์สปอต สมาชิกของลาโคนิคส์ในช่วงปี 2527-29 คือ มัม (ร้องนำ), วิชัย ไตรวินิจศรีสุข (กีต้าร์)
วิจัย รัศมีจันทร์ (กีต้าร์), บุญเรือง ฤกษ์พัฒนกิจ (เบส), สุวุฑฒ์ แสงระยับ (คีย์บอร์ด)
นพพร อิ่มทรัพย์ (กลอง) และ สมบัติ พรหมมา

งานชุด "ขอเพียงเข้าใจ" (2528) และ "เหนื่อยรึยัง" (2529) บินไปบันทึกเสียงที่ประเทศอังกฤษ
ทั้งสองชุด ชุดแรกอัดที่ Woodbine Streets Studios, Leamington Spa (ที่เดียวกับนุภาพ)
ชุดหลังอัดที่ Village Recorders, Dagenham ทั้งสองชุดโปรดิวซ์โดย Simon Tittley (เจ้าเดิม)
ใช้นักดนตรีมือปืนรับจ้างประจำสตูดิโอเป็นผู้เล่น วงลาโคนิคส์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบินไปบันทึก
เสียงเพียงแต่ร่วมเล่นตอนออกแสดงสด เหตุผลคงหนีไม่พ้นเรื่องของการคุมงบประมาณและต้อง
การซาวนด์แบบฝรั่งจริงๆ นุภาพ และ อัสนี โชติกุล แต่งเพลงในชุดขอเพียงเข้าใจ ส่วนเหนื่อยรึยัง
เป็นงานของ ประชา พงศ์สุพัฒน์ ไนท์สปอตพอจะยิ้มออกได้บ้างกับยอดขายทั้งสองชุดที่พอขายได้

ถ้ามาจับวิสัยทัศน์ของไนท์สปอต ซึ่งเลือกเดินกลยุทธพัฒนางานเพลงที่แตกต่างจากแกรมมี่
ไนท์สปอตต้องการให้ศิลปินนักร้องทำงานในระดับโปรเฟสชันแนลทุกขั้นตอน ทั้งนี้คงต้องการให้
เกิดกระบวนการเรียนรู้โดยตรงกับโปรดิวเซอร์ของต่างประเทศเพื่อจะนำมาพัฒนางานของตนเอง
ได้ในภายหลัง แต่งบประมาณในการดำเนินงานแต่ละอัลบั้มย่อมสูงกว่าเป็นธรรมดาและยอดขาย
โดยรวมเมื่อไม่ถึงจุดคุ้มทุนในแง่ธุรกิจแล้วหมายถึงเตรียมนับถอยหลังได้

คุณภาพงานของทั้งสองชุดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดนตรีอยู่ในเทรนด์ของนิวมิวสิคซึ่งเข้มข้นไป
ด้วยเสียงซินธีไซเซอร์และดรัมแมชชีน และเช่นเคยถ้านั่งไทม์แมชชีนกลับไปฟังกันตอนนั้น
ซาวนด์จะใหม่และไม่เป็นที่คุ้นหู้กับแมสยกเว้นผู้ที่ฟังเพลงสากลเป็นประจำอยู่แล้ว ไนท์สปอตปิด
ตัวลง มัมมาออกงานเดี่ยวในเวลาต่อมาเป็นงานคัฟเวอร์เสียส่วนใหญ่ มาดังอีกครั้งตอนร้องเพลง
"เติมใจให้กัน" เพลงนำจากหนังเรื่อง "พริกขี้หนูกับหมูแฮม" ล่าสุดเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินเรโทร
กับ อัลบั้ม Be My Guests ของกอล์ฟ เบญจพล ทั้งสองชุด

ดนุพล แก้วกาญจน์



ตั้งแต่ต้นยุค 90 จนถึงปัจจุบัน
ถ้าสำรวจประชามติว่าใครคือนักร้องชายอันดับหนึ่งของ
วงการดนตรีป๊อปไทย ธงไชย แมคอินไตย์ น่าจะเป็นภาพแรกที่ปรากฏขึ้นทันทีของ
ผู้ที่ถูกตั้งคำถามดังกล่าว แต่ถ้าย้อนกลับไปถามคำถามเดียวกันในยุค 80 (2523 - 2532)
คำตอบที่ได้อาจเป็นไปดังนี้ สุชาติ ชวางกูร, ธงไชย แมคอินไตย์ หรือ ดนุพล แก้วกาญจน์

ช่วงต้นของทศวรรษที่แปดสิบเป็นยุคของ สุชาติ ชวางกูร และเมื่อเข้าสู่กึ่งกลางของทศวรรษ
สุชาติได้ตัดสินใจเลือกเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและผลงานที่ออกมาในช่วงหลัง ๆ
ไม่ประสบความสำเร็จในระดับเดียวกับตอนอยู่ อี.เอ็ม.ไอ.

ธงไชย แมคอินไตย์ เห็นความสำเร็จของ สุชาติ ชวางกูร จึงมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่วงการเพลงและเขา
ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเองโดยการเคี่ยวกรำของ เรวัต พุทธินันทน์ จนในที่สุดก็ได้ออกเทปกับแกรมมี่
ชุดแรกในปี 2529 และประสบความสำเร็จทันที

ส่วน ดนุพล แก้วกาญจน์ เขาเป็นมากกว่าทั้งสองคนในยุคเดียวกัน คือเป็นนักร้องนำของวงดนตรี
ระดับสุดยอดของวงการเพลง แกรนด์เอ็กซ์ และ เป็นนักร้องเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อ
ได้ออกผลงานของตัวเอง

ดนุพล แก้วกาญจน์ เกิดวันที่ 11 ตุลาคม 2502 เป็นคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 5 คน จบการ
ศึกษาในระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนหอวัง เริ่มเล่นโฟลค์ซองตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลาย
ร้องอาชีพครั้งแรกที่เลิฟค็อฟฟี่ช็อปและต่อมาเล่นที่ เบิร์ธเดย์ โรงหนังเพรสซิเด้นท์ พี่แจ้ร้อง
แนวของ The Bee Gees ได้ดีไม่มีที่ติ

เมื่อ จำรัส เศวตาภรณ์ ลาออกจากวงแกรนด์เอ็กซ์ ทางวงจึงต้องหานักร้องนำคนใหม่เข้ามาเสริม
แกรนด์เอ็กซ์ไปนั่งดูดนุพลเล่นที่ร้านและสนใจในความสามารถด้านการร้องของเขามาก จึงทาบทาม
ให้เข้าร่วมวง ดนุพลในตอนนั้นไม่ได้ต้องการเข้าร่วมเนื่องจากเขามองภาพของแกรนด์เอ็กซ์ซึ่งในขณะนั้นออกชุด
ลูกทุ่งดิสโก้ 1-2 มาแล้ว ว่าไม่น่าจะใช่แนวทางหรือแนวดนตรีที่เขาจะร่วมงานด้วย
แต่ นคร เวชสุภาพร ได้อธิบายถึงแผนการทำงาน
ของวงในอนาคตทำให้ในที่สุดพี่แจ้ได้กลายมาเป็นนักร้องของวง

แกรนด์เอ็กซ์ในยุคที่ ดนุพล แก้วกาญจน์ เป็นนักร้องนำประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างปราฏการณ์
ให้กับวงการเพลงในหลายๆด้าน เขาอยู่กับวงจนถึง อัลบั้ม "สายใย" จากนั้นก็แยกออกมาทำงาน
เดี่ยว โดยงานชุดแรกเขาฟอร์มวงดนตรีเฉพาะกิจชื่อ "พลอย" มาเล่นแบ็คอัพ โดยได้ ชาตรี
คงสุวรรณ มาร่วมด้วย วงการเพลงเฝ้ารอฟังผลงานชุดนี้ว่าจะดีเด่นเพียงไร พี่แจ้ เป็นนักร้องที่แต่ง
เพลงและโปรดิวซ์งานได้ด้วยตัวเอง "ฝันสีทอง" (2528) เป็นงานที่แฟนเพลงเฝ้ารอคอยและก็ไม่ทำ
ให้ผิดหวังเป็นงานที่มีเพลงดีทั้งอัลบั้ม ทำยอดขายได้เกินล้านตลับ

"ของขวัญ" (2529) งานชุดที่สองออกตามมาโดยดนุพลดึง จิ๊บ - ไผท เดชสิริ เข้ามาเสริมวงพลอย
เพื่อต้องการให้วงมีผลงานของตัวเองต่อไป ปี 2530 พี่แจ้ไม่ได้ออกงานใหม่ แต่มีงานชุด
"ที่สุดของแจ้" และ "ที่สุดของที่สุด" ซึ่งเป็นงานรวมเพลงและมีแต่งเพลงใหม่เพิ่มเติมเข้าไป
ยอดขายดีมาก "เทวดาเดินดิน" (2531) เป็นงานชุดที่สาม ในช่วงเวลานั้นวงการเพลงเริ่มเปรียบเทียบ
และตั้งคำถามขึ้นมาแล้วว่าระหว่าง พี่แจ้ กับ พี่เบิร์ด ใครคือเบอร์หนึ่ง ตอนโปรโมทเทปชุดเทวดาเดิน
พี่แจ้ดูเหมือนจะเสียศูนย์เล็กน้อยเพราะต้องการสร้างภาพความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ให้มากขึ้น
ดูได้จากการแต่งตัวเป็นหุ่นยนตร์ในคอนเสิร์ตคอนเสิร์ตหนึ่งซึ่งดูแล้วไม่ใช่ตัวเขา หลังจากนั้นก็มี
งานเพลงตามมาอีกเรื่อยๆ และยังรักษามาตรฐานของงานและยอดขายไว้ได้ในระดับหนึ่ง

อินเทอร์นอล เป็นค่ายเพลงที่พี่แจ้ตั้งขึ้นเพื่อผลิตงานของตัวเองและผลิตงานของนักร้องในสังกัด
เป็นธุรกิจที่เขามองไว้เพื่อสร้างความมั่งคงให้กับชีวิต ศิลปินเบอร์แรก คือ เฮนรี่ ปรีชาพานิช
ไม่ประสบความสำเร็จจากแนวเพลงที่พี่แจ้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในภายหลังว่าเป็นงานที่มาก่อนเวลา
ไปนิด อินเทอร์นอล ได้งานชุด ลีลา 1 โดย ปุ้ม-อรวรรณ เย็นพูนสุข มาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้
พี่แจ้ออกงานกับสังกัดตัวเองทั้งงานที่เป็นผลงานใหม่และงานขับร้องเพลงเก่าหลายๆชุด ได้รับการ
ต้อนรับจากกลุ่มแฟนเพลงของพี่เขาในระดับที่น่าพอใจ ส่วนชื่อเสียงในระดับมาสต้องยอมรับว่า
ค่อยๆ เฟดลงตามวัฎจักร

ปี 2547 หลังจากพี่แจ้ห่างหายไปจากการออกงานเพลงใหม่เป็นเวลานานก็มีงานออกกับทางอาร์เอส
ซึ่งในตอนนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สวงการมากๆ แต่การตอบรับค่อนข้างเงียบ

ดนุพล แก้วกาญจน์ เป็นทั้ง นักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ที่มีความสามารถ
ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาหาคนทาบยากมาก อัสนี โชติกุลให้สัมภาษณ์ว่า พี่แจ้มีคุณสมบัติ
ของการเป็นโปรดิวเซอร์ที่ดีเป็นการตอกย้ำถึงความเป็น "คนดนตรี" ของเขา







ที่มา
http://www.wintesla2003.com/smf/index.php?topic=83335.0

tigerroad197:
ขอบคุณมาก ๆ ครับ

เติมใจให้กัน - มัม ลาโคนิค

http://www.youtube.com/watch?v=KL3K4OC7YCU

tigerroad197:
กอดฉัน - อ้วน วารุณี

http://www.youtube.com/watch?v=fCsO_JmkrJc

tigerroad197:
ทำใจลำบาก - ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

http://www.youtube.com/watch?v=tU6iFhaHAqA

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว