R@nthong.com
25 ตุลาคม 2014, 06:49:16 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อุเบกขา – การวางเฉย  (อ่าน 2381 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 691


กระทู้: 16333



« เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2009, 00:49:15 »

อุเบกขา – การวางเฉย

คำว่า อุเบกขา นั้น  แปลตามตัวว่า เข้าไปมองดู  คือ คอยมองดู  อุเบกขามาจาก อุป + อิกฺข  อิกฺข แปลว่า เห็นหรือมอง  อุป แปลว่า คอยหรือเข้าไป  จึงแปลว่า เข้าไปมองหรือคอยมองดู  แสดงว่าเขาไม่ได้เฉยเมยหรือเฉยเมินนะ  เขาเฉยคอยมองอยู่  มองนี่คือตื่นตัวพร้อม


การเฉยของมนุษย์

เรื่องความเฉย ได้กล่าวว่า บุคคลเมื่อปรับใจตนเองได้ หรือสิ่งต่าง ๆ เป็นไปโดยเรียบร้อยไม่วุ่นวายก็เฉย ความนิ่งเฉยนี้ในทางพระศาสนากล่าวโดยย่อมีสองอย่าง

อย่างหนึ่งคือ เฉยโดยไม่รู้ เฉยโง่ ๆ ท่านเรียกว่า อัญญาณุเบกขา คือเฉยเรื่อยเปื่อย เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยไม่เอาเรื่องเอาราว คือไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็นิ่งเฉย หรือว่าเฉยโดยไม่เรียนรู้เรื่องราวที่เป็นไป ไม่ได้เกิดจากความรู้ความเข้าใจ อันนี้เป็นความเฉยที่เกิดจากโมหะ หาใช้คุณธรรมไม่ เป็นอุเบกขาขนิดหนึ่ง แต่เป็นอกุศลเรียกว่า อัญญาณุเบกขา 
เช่น  โดนงูกัด  งูกัดแล้วเราวางเฉย  เราถึงแก่ชีวิตได้เพราะการวางเฉยที่ผิด

อย่างที่สอง เป็นการเฉยอย่างถูกต้องตามหลักธรรมเป็นโสภณเจตสิก คือความเฉยที่เกิดจากความรู้ หมายความว่ารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ควรจะทำอะไร เมื่อไร อย่างไร ก็เลยเฉยไว้ ไม่ตื่นเต้น  รอทำไปตามลำดับจังหวะขั้นตอน  ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  อันนี้เป็นความเฉยที่ถูกต้องในทางธรรมะ   

ปุถุชนโดยมากมักจะเฉยแบบที่หนึ่ง คือเฉยไม่รู้เรื่อง เฉยด้วยโมหะหรืออัญญาณุเบกขา เฉยด้วยความไม่รู้ก็เกิดโทษ ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจ แยกได้ระหว่างเรื่องการปรับสองอย่าง และการเฉยสองอย่างนี้ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกี่ยวด้วยความประมาทและความไม่ประมาท กล่าวคือเมื่อปรับภายในได้ แต่ว่าไม่ขวนขวายทำสิ่งที่ควรทำต่อไป ก็เฉยโดยไม่รู้หรือไม่หาความรู้ ไม่ใช่เฉยที่เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก็กลายเป็นความประมาท เรื่องประมาทเช่นนี้ไม่เฉพาะปุถุชนเท่านั้น แม้แต่พระอริยะบุคคลท่านก็กล่าวว่ายังประมาทได้ ตราบใดที่ยังเป็นอริยบุคคลเบื้องต้น คือไม่บรรลุอรหัตตผล พระโสดาบัน พระสกิทาคามี เหล่านี้ล้วนประมาทได้ทั้งสิ้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่ประมาท ท่านใช้คำว่าพระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่สามารถจะประมาทได้


เมื่อเห็นว่าเสือมา  เสือเข้ามาจ้องจะกัดเรา จะกินเรา  หากเราดำรงตนอยู่ด้วยความเฉย  หรือเฉยโง่ (อัญญาณุเบกขา)
ก็ปล่อยให้เสือเข้ามาเกัดเราตาย  เป็นการตายที่สูญเปล่า  ไม่ได้พิจารณาถึงภัยที่ใกล้เข้ามา  เมื่อมีภัยเข้ามาต้องพิจารณาทางออก เตรียมพร้อมตัวเองไว้เสมอ
ถึงจะเฉยก็ต้องเฉยด้วยความรู้  มีสติ  เช่นอาจจะปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหนีเสือ  หรือรอเวลาให้เสือไป
มิใช่รู้แ้ล้วก็ปล่อยตัวด้วยความเฉยให้เป็นอาหารแก่เสือ  เพราะโดยลักษณะนิสัยเสือเป็นผู้ล่า   มากกว่าการเป็นผู้ให้ทาน

แต่หากวางเฉยโดยไม่มีปัญญา เฉยโดยไม่คิด เฉยไปตามๆกัน เรียกเฉยอกุศล หรือ อัญญาณุเบกขา. รู้สึกว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังขาดอุเบกขา



"Thank You" from 2 Members
บันทึกการเข้า




pyong
Gold Shop
รองผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 22


กระทู้: 1590


"เป็นผู้ดู ผู้รู้ ไม่ใช่ผู้เป็น"


« ตอบ #1 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2009, 08:20:54 »

  สรุป การวางเฉย บนสติ บนปัญญา    ขอบคุณครับ   +1
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!