พระปิดตา

(1/9) > >>

agito:

มีพระเครื่องประเภทหนึ่ง ซึ่งมีพุทธศิลปะ เป็นเอกลักษณ์แตกต่าง จากพระเครื่อง ประเภทอื่นๆ จนกลายเป็น ความโดดเด่น และได้รับความนิยม อย่างสูงยิ่ง ในหมู่พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ วงการพระเครื่อง ซึ่งรู้จักกัน ในนาม "พระปิดตา"

พุทธลักษณะของพระปิดตา เป็นรูปองค์พระ ที่ค่อนข้างอวบอ้วน ยกพระหัตถ์ ขึ้นปิดพระพักตร์ บางสำนัก ก็จะทำเป็นรูปมือ เพิ่มอีก ๒ ข้าง เอื้อมไปปิดทวารด้านล่าง (วงการเรียก "โยงก้น") อีกด้วย

ประวัติการสร้างพระปิดตาในสยามประเทศนั้น เริ่มต้นในยุคอยุธยาตอนปลาย จากหลักฐานที่พบพระปิดตายุคแรกเป็นเนื้อโลหะ ได้แก่ พระปิดตากรุวัดท้ายย่าน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

ต่อมาจึงมีการสร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักและพระปิดตาอื่นๆ เช่น พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี

การสร้างพระปิดตา เริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายตั้งแต่ตอนต้นยุครัตนโกสินทร์เรื่อยมา มีพระเกจิอาจารย์หลายสำนักพากันจัดสร้างพระปิดตาขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่ว เช่น พระปิดตาวัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) พระปิดตาวัดหนัง พระปิดตาวัดทอง พระปิดตาหลวงปู่ศุข พระปิดตาแร่บางไผ่ และ พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม เป็นต้น

จากข้อมูลดังกล่าวอาจได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า พระปิดตาทั้งหมดเป็นพระปิดตาคณาจารย์ ซึ่งหมายถึงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณเป็นผู้จัดสร้าง ไม่ใช่เป็นพระกรุที่สร้างโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ แม้แต่กรณีพระปิดตาท้ายย่านก็น่าจะจัดอยู่ในลักษณะเดียวกัน และไม่มีการสร้างก่อนสมัยอยุธยาตอนปลาย

ลักษณะเด่นของพระปิดตานั้นนับเป็นพระเครื่องที่แสดงถึง "นัย" หรือ "ปริศนาธรรม" แห่งงานพุทธศิลปะอย่างโดดเด่น ยากจะหาพระเครื่องประเภทใดเทียบเทียมได้

ความหมายเบื้องต้นแห่งการปิดตาก็คือ การปิด "ทวาร" หรือทางเข้าทางออกแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย

ซึ่งเราชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์ (หรือสัตว์) มี "ทวาร" หมายถึง ประตูแห่งการเข้าออก ๙ ทาง ได้แก่ ตา ๒ จมูก ๒ หู ๒ ปาก ๑ รวมทั้ง ช่องทางขับถ่ายด้านหน้าและ ด้านหลังอีก ๒ รวมเป็น ทวารทั้ง ๙

การปิดกั้นทวารทั้ง ๙ เป็นปริศนาธรรมที่กั้นกิเลสจากภายนอกไม่ให้เข้ามาสู่ภายใน เพื่อจุดหมายแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งโบราณาจารย์ที่สร้างพระปิดตา (หรือปิดทวาร) ในอดีตจะเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อลือเลื่องทางวิปัสสนาธุระทั้งสิ้น

แต่การสร้างรูปจำลองในลักษณะนี้ ค่อนข้างยากต่อการออกแบบ ส่วนใหญ่จึงพบการแสดงความหมายให้เห็นเพียงการปิดพระพักตร์ ซึ่งรวมถึงการปิดปากเท่านั้น

หากมองในแง่ความสำคัญทางการเมืองการปกครองจะพบว่า อำนาจของภิกษุสงฆ์ไม่ได้จำกัดอยู่ใน "พุทธจักร" อย่างเดียว หากแต่ยังก้าวไปถึง "อาณาจักร" อีกด้วย ตัวอย่างของบทบาทดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในกรณี ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ธนบุรี ที่สามารถเดินเข้าไปถาม เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ถึงข่าวลือเรื่องการยึดอำนาจกลับจาก ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ และขอคำยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุดังกล่าว

หรือแม้แต่การที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จุดไต้ตอนกลางวันเข้าไปเตือนพระสติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ "พุทธจักร" ที่มีต่อ "อาณาจักร" อย่างเด่นชัด

เป็นที่น่าสังเกตว่า พระเกจิอาจารย์ที่สร้างพระปิดตาในระยะแรกๆ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาทิ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) หลวงปู่ศุข หลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่ทับ เป็นต้น

ดังนั้น "พระปิดตา" อาจถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับ "อาณาจักร" เพื่อมิให้เกิดการถูกนำไปอ้างอิงหรือใช้เป็นเครื่อง "ชี้นำ" ในชะตาของบ้านเมือง

ในระยะเวลาต่อมา คติการสร้างพระปิดตาหรือปิดทวารเกี่ยวเนื่องกันเรื่อยมา มีการจำลองเป็นพระอ้วนพุงพลุ้ย ซึ่งได้ต้นเค้าจากเรื่องราวของ พระสังกัจจายนะ หรือ พระภควัมบดี อัครสาวกองค์สำคัญของพระพุทธองค์

พระภควัมบดี หรือ พระมหาสังกัจจายน์ นั้น ไม่ใช่รูปสมมติแทนองค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า

คำว่า "ภควัมบดี" หรือ "ภควัมปติ" แปลว่า "ผู้มีความงามละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า" อันเป็นอีกนามหนึ่งของพระมหาสังกัจจายนะ หนึ่งในพระสาวกผู้ทรงเอกทัคคะ (เป็นเลิศ) ๘๐ รูป ของพระพุทธองค์

พระมหาสังกัจจายนะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ณ กรุงอุชเชนี มีผิวกายประหนึ่งทองคำมาตั้งแต่กำเนิด จึงได้นามว่า "กาญจน" และได้อุปสมบทโดยเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าทำการบวชให้)

พระมหาสังกัจจายนะท่านมีความเป็นเลิศทางการย่อพระธรรมคัมภีร์ให้สั้นลง และอธิบายความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง

นอกจากนี้ท่านยังมีรูปร่างและผิวกายงดงามมาก จนได้ชื่อว่า "พระภควัมปติ" อันมีความหมายว่า "ผู้มีความงามละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า"

ความงดงามแห่งรูปกายนี้เองก่อให้เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้จากฝูงชนทั้งชายหญิงจนเกิดเรื่องพิพาทกันไม่รู้จักหมดจักสิ้น ทำให้พระมหาสังกัจจายนะเกิดสลดสังเวชในใจพิเคราะห์ดูว่าการมีรูปกายงดงาม ก่อให้เกิดทุกข์มากมาย ท่านจึงตั้งสมาธิอธิษฐานเปลี่ยนสรีระรูปร่างกลายเป็นร่างต่ำเตี้ย พระอุทรพลุ้ย ศีรษะใหญ่ ขาสั้น อันเป็นลักษณะของ "พระสังกัจจายน์" ที่เห็นในปัจจุบัน

แม้จะอธิษฐานเปลี่ยนสรีระแล้ว ผลแห่งกุศลในอดีตชาติยังส่งให้พระสังกัจจายน์เป็นที่รักใคร่นิยมยินดี มีแต่ผู้ให้ลาภสักการะสรรเสริญตลอดมามิมีขาด

ด้วยความนิยมในพุทธสาวกองค์นี้ โบราณาจารย์จึงได้จำลองลักษณะแห่งพระภควัมบดีในรูปพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยแสดงความหมายที่สำคัญของพระภควัมปติ อันเป็นผู้มีความละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าในหลายลักษณะ อาทิ

- พระสังกัจจายน์ อันเป็นที่รักใคร่นิยมยินดีเปี่ยมไปด้วยลาภสักการะสรรเสริญ

- พระปิดตาทวารทั้ง ๙ อัน เป็นการปิดกั้นอาสวะกิเลสแห่งทวารเข้าออกทั้ง ๙ ของร่างกาย

- พระปิดตามหาอุด อันเป็นการป้องกันสรรพภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง

ในกระบวนพระปิดตาของคณาจารย์แต่โบราณนั้น มีที่ขึ้นชื่อลือเลื่องหลายสำนักด้วยกัน วัสดุมวลสารที่นำมาประกอบเป็นองค์พระมีทั้งเนื้อชินตะกั่ว เนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงใบลาน เนื้อผงมวลสาร เนื้อสัมฤทธิ์ เนื้อเมฆพัด เนื้อเมฆสิทธิ์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก คมชัดลึก  :)"Thank You" from 2 Members

agito:
เมื่อเอ่ยถึง หลวงพ่อแย้ม วัดด่านสำโรง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก คนในวงการพระต้องรู้จัก เพราะท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ขมังเวท

 วัดด่านสำโรง ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งซ้ายริมคลองสำโรง ซึ่งอยู่ห่างจากประตูน้ำสำโรงประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในคลองสำโรง เดิมเรียกกันว่า วัดด่าน เพราะที่ตรงนั้นเดิมเป็นด่านตรวจภาษี ต่อมาได้จัดตั้งเป็นวัดขึ้น ชาวบ้านในย่านนั้นจึงเรียกกันว่า "วัดด่าน"

  คำว่า วัดด่าน นั้น ถ้าพูดว่า วัดด่าน ก็จะบังเกิดความงุนงงสงสัย เพราะวัดด่านมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ไม่รู้จะเรียกอย่างไรถูก ว่าวัดไหนอยู่ที่ไหน วัดด่าน ต.บางโพงพางก็มี ต่อมาชาวบ้านเลยพากันเรียกว่า วัดด่านสำโรง อันเป็นที่ทราบกันดีว่า วัดด่านสำโรง เป็นวัดที่ หลวงพ่อแย้ม พระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางเวทมนตร์คาถาอยู่จำพรรษาที่นั่น จนตลอดอายุขัยของท่าน 

 หลวงพ่อแย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเก่งกาจทางไสยเวท มีวิชาอาคมเข้มขลัง เชี่ยวชาญถึงขนาดชาวด่านสำโรงร่ำลือกันว่า ท่านสามารถย่นระยะทางได้อย่างน่าอัศจรรย์

 เมื่อปี ๒๔๖๕ หลวงพ่อแย้มได้สร้างพระปิดตา เป็นเนื้อผงคลุกรักปิดทอง ด้านหลังอูมแบบหลังเบี้ย ท่านสร้างแจกจ่ายให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา เนื่องในวาระอายุครบ ๘๐ ปี

 อิทธิวัตถุมงคลของท่านได้ผลหลายสิ่งหลายประการ และยังมี ผ้ายันต์ กับ ตะกรุด จนปรากฏเกียรติคุณไปทั่วทุกสารทิศ 

 การสร้างวัตถุมงคล พระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก หลวงพ่อแย้มสร้างจากผงวิเศษ ที่เขียนอักขระยันต์บนกระดานชนวน แล้วลบผงเก็บสะสมไว้ รวมกับผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงมหาเสน่ห์ ว่าน ๑๐๘ และผงใบลานเผาไฟ

 จากนั้นท่านก็เอามาคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงเอารักลงเคล้าผสมนวดให้เข้ากันด้วยอาคม เมื่อเข้ากันดีแล้ว ท่านจะนำมากดพิมพ์ เมื่อเอ่ยถึง หลวงพ่อแย้ม วัดด่านสำโรง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก คนในวงการพระต้องรู้จัก เพราะท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ขมังเวท

 วัดด่านสำโรง ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งซ้ายริมคลองสำโรง ซึ่งอยู่ห่างจากประตูน้ำสำโรงประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในคลองสำโรง เดิมเรียกกันว่า วัดด่าน เพราะที่ตรงนั้นเดิมเป็นด่านตรวจภาษี ต่อมาได้จัดตั้งเป็นวัดขึ้น ชาวบ้านในย่านนั้นจึงเรียกกันว่า "วัดด่าน"

  คำว่า วัดด่าน นั้น ถ้าพูดว่า วัดด่าน ก็จะบังเกิดความงุนงงสงสัย เพราะวัดด่านมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ไม่รู้จะเรียกอย่างไรถูก ว่าวัดไหนอยู่ที่ไหน วัดด่าน ต.บางโพงพางก็มี ต่อมาชาวบ้านเลยพากันเรียกว่า วัดด่านสำโรง อันเป็นที่ทราบกันดีว่า วัดด่านสำโรง เป็นวัดที่ หลวงพ่อแย้ม พระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางเวทมนตร์คาถาอยู่จำพรรษาที่นั่น จนตลอดอายุขัยของท่าน 

 หลวงพ่อแย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเก่งกาจทางไสยเวท มีวิชาอาคมเข้มขลัง เชี่ยวชาญถึงขนาดชาวด่านสำโรงร่ำลือกันว่า ท่านสามารถย่นระยะทางได้อย่างน่าอัศจรรย์

 เมื่อปี ๒๔๖๕ หลวงพ่อแย้มได้สร้างพระปิดตา เป็นเนื้อผงคลุกรักปิดทอง ด้านหลังอูมแบบหลังเบี้ย ท่านสร้างแจกจ่ายให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา เนื่องในวาระอายุครบ ๘๐ ปี

 อิทธิวัตถุมงคลของท่านได้ผลหลายสิ่งหลายประการ และยังมี ผ้ายันต์ กับ ตะกรุด จนปรากฏเกียรติคุณไปทั่วทุกสารทิศ 

 การสร้างวัตถุมงคล พระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก หลวงพ่อแย้มสร้างจากผงวิเศษ ที่เขียนอักขระยันต์บนกระดานชนวน แล้วลบผงเก็บสะสมไว้ รวมกับผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงมหาเสน่ห์ ว่าน ๑๐๘ และผงใบลานเผาไฟ

 จากนั้นท่านก็เอามาคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงเอารักลงเคล้าผสมนวดให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดีแล้ว ท่านจะนำมากดพิมพ์

ส่วนนี้พระผม  ถึงไม่สวยแชมป์  แต่ก็เร้าใจผมครับ   ;D :)




sunshiro:
 :-* :-* :-* :-*
 ลงอีกครับเฮีย  สวย ๆ แบบนี้   :D :D :D

agito:
ในเมื่อเฮีย sunshiro ขอมาผมก็จัดให้  องค์นี้เป็นองค์แห่งความภาคภูมิใจของผมองค์นึงเลยครับ  ;D ;D ;D

องค์ที่ว่าคือ.....แต้นแหน่  :) พระปิดตา หลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ พิมพ์แขนหักศอกเล็ก

หลวงพ่อเชย  เป็นพระร่วมสมัยเดียวกับ  หลวงปู่แย้ม วัดด่านสำโรง  และวัดทั้ง 2 ท่าน  ก็อยู่ละแวกเดียวกันอีก

ความเก่งกับความดัง  ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย  แถมพระที่ท่านทั้ง 2 สร้าง  รูปแบบพระกับมวลสารก็ใกล้ๆกันอีก

แต่ถ้าค่าความนิยมในวงการพระเครื่อง  หลวงพ่อเชยจะแพงกว่าหน่อย  อาจจะเป็นเพราะว่า  จำนวนพระที่หลวงพ่อเชย

สร้างน้อยและหายากกว่าก็เป็นได้  ลองอ่านประวัติของท่านก่อนนะครับ  ข้อมูลจาก คเณศ์พร

หลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ

วัดบางกระสอบ ตั้งอยู่ ณ ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ประวัติความเป็นมาเล่ากันว่าสร้างโดย นายดวง และ นางทรัพย์ สองสามีภรรยา ได้บริจาคทรัพย์สินสร้างขึ้น ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากตุ่มน้ำโบราณที่บังเอิญขุดพบ ภายในตุ่มมีทรัพย์สมบัติอยู่จำนวนหนึ่ง ทั้งสองจึงนำมาบริจาคสร้างวัด เมื่อสร้างเสร็จจึงได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดใหม่ตาดวงยายทรัพย์ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นทางการว่า วัดบางกระสอบ ตามชื่อของตำบล

หลวงพ่อเชย ติสสโร ท่านเป็นชาวตำบลท้องคุ้ง อำเภอพระประแดง ถือกำเนิดเมื่อ วันอังคาร เดือน 12 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พออายุครบบวช ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดบางกระสอบ โดยมี หลวงพ่อจันทร์ วัดท้องคุ้ง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเพิ่ม วัดหนามแดง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ติสสโร

เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม ตลอดจนพุทธาคมจากพระอาจารย์ทั้งสามจนกระทั่งมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อหลวงพ่อปานมรณภาพลง จึงได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางกระสอบในเวลาต่อมา

หลวงพ่อเชย นอกจากจะได้รับการประสิทธิ์ประสาทพุทธาคมมาจากหลวงพ่อปานแล้ว ยังรับสืบทอดการสร้างพระปิดตาต่อจากหลวงพ่อปานอีกด้วย


สำหรับพระปิดตาหลวงพ่อเชย ท่านมีกรรมวิธีกรสร้างและมีส่วนผสมของวัสดุมงคลต่างๆ มากมาย ในขั้นแรกคือ การทำผงวิเศษที่เรียกว่า ผงอิทธเจ อันเกิดจากการเขียนผงลบผง ใช้ทางเสน่ห์เมตตามหานิยม นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของว่าน 108 อาทิ ว่าน เสน่ห์จันทร์แดง เสน่ห์จันทร์ขาว ว่านดอกทอง เป็นต้น และยังมีเกสรดอกไม้ต่างๆ ต้นดีเหนียว ต้นระงับพิษ ต้นหงอนไก่ และอื่นๆ

ก่อนที่จะนำไปสร้างพระปิดตา จะต้องนำเอาวัสดุมงคลต่างๆ ที่เตรียมไว้ไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาสุมไฟรวมกัน พอไหม้เกรียมได้ที่แล้วจึงใช้กาละมังครอบไว้ เรียกกรรมวิธีนี้ว่า การสตุ

หลังจากสตุเสร็จแล้ว ก็นำมาบดหรือตำจนละเอียด ร่อนด้วยตะแกรงให้ได้ผงละเอียดที่สุดมิฉะนั้นเวลานวดผสมกับน้ำรักบนหินบดยา เนื้อพระจะไม่ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การบดผงกับน้ำรักที่เรียกกันว่า เนื้อคลุกรัก ต้องใช้เวลาในการบดผสมระหว่างเนื้อหลักและน้ำรักเป็นอย่างมาก การบดผสม 1 ครั้ง สามารถกดเป็นพระปิดตาได้ไม่ถึง 20 องค์ เมื่อกดเสร็จเรียบร้อยก็จะใช้ไม้เสียบก้นยกออกจากแม่พิมพ์แล้วนำไปปักไว้กับต้นกล้วย นำไปผึ่งลมในที่ร่ม นำเอาผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาดๆ คลุมไว้อีกทีหนึ่ง เมื่อแห้งได้ที่ก็จะนำไปเข้าพิธีปลุกเสกแล้วนำออกแจกต่อไป




คราวนี้ผมจะบอกว่าทำไมท่านเป็น  พระแห่งความภาคภูมิใจของผมองค์นึง  ก็เพราะว่า....องค์สวยแชมป์โลกไงครับ  ;D ;D ;D

เพราะเท่าที่ผมเปรียบเทียบกับพระที่ได้ที่ 1  หลายๆงาน  รวมทั้งในหนังสือวิชาการหลายเล่มๆ  ไม่มีองค์ในสู้องค์นี้ได้เลย

และยิ่งกว่านั้นสภาพยังค่อนข้างห่างอีกตังหาก  :) :) :)

แถมได้ท่านมาในราคาที่ถูกมากๆ  เมื่อเทียบกับสภาพพระ  องค์นี้ผมเจออยู่ในเวปยู  แต่ด้วยราคาพระที่สูง  ผมจึงไม่กล้าเช่าเอง

กลัวพลาด  ถึงผมจะดูว่ายังไงก็แท้  แต่ไม่เสี่ยงดีกว่า  ผมเลยให้ครูผมเข้าไปต่อซื้อให้  เพื่อที่ครูผมจะได้ตรวจสอบและรับประกันพระให้ผมแทน

พอครูผมได้พระมา  ก็ยังเอาไปตรวจสอบกับพวกสายตรง  และเป็นกรรมการตัดสินในงานใหญ่ๆ  ดังนั้นผมมั่นใจได้ว่าแท้แน่

ตอนผมไปรับพระกับครูผม  เกือบจะไม่ได้พระแล้ว  ก็ครูผมเค้าก็อยากได้องค์นี้มากๆ  (องค์นี้ผมซื้อมาในราคา 170000 โดยครูผมสำรองจ่ายไป

ก่อนให้)  พอผมไปถึง  ผมก็จะเขียนเช็คให้  ครูผมก็บอกว่า  " คุณใหญ่อย่าเอาพระองค์นี้ไปเลย  พี่ให้ค่าชี้เป้า 50000 เอาไหม "

หมายความว่า  ผมได้กำไร 50000 ฟรีๆ  โดยไม่ได้ลงทุนซักบาท  แต่นั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนใจผมได้  ;D ;D ;D

แล้วผมก็ได้นิมนต์ท่านกลับบ้าน  แต่ก่อนกลับ  ผมได้เดินไปอีกตู้นึง  ไปหานักเล่นอีกคนนึง  คนนี้เป็นนักเล่นสายหลวงปู่ทวด

แต่ผมเห็นว่าเป็นคนพื้นที่พระประแดง  น่าจะรู้จักน้า  แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด  นักเล่นคนนี้เห็นพระผมเท่านั้น

เสนอราคาให้ผมเลย  250000 ปล่อยไหม  ถ้าไม่พอเพิ่มอีกก็ได้  แต่....คิก คิก  ผมรักจริงครับ

โม้มายาวแล้ว ความจริงยังมีอีกหลายเรื่อง  แต่กลัวเบื่อ  ชมองค์จริงดีกว่าครับ  ;D ;D ;D




ส่วนนี่เป็นใบประกวดของเจ้าของเก่าครับ






sunshiro:
 :-* :-* :-* :-* :-* :-*

 :-* :-* :-* :-* :-* :-*   สุด ๆๆๆๆ    :o :o :o

เหนือคำบรรยายครับ  :(  อิจฉาคนมีแต่พระสวย ๆ  :-* :-*

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป