R@nthong.com
22 ธันวาคม 2014, 21:10:38 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง  (อ่าน 24248 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จัมโบ้
คณะที่ปรึกษาอาวุโส
ผู้จัดการใหญ่
******

คะแนนถูกใจสะสม 18


กระทู้: 7614


ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน


« เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2008, 23:56:28 »

ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกสมัยกรุงสุโขทัยนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย เป็นพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชาลิไทย เป็นวรรณคดีไทยที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน เพราะได้รวบรวมเอาคติความเชื่อทุกแง่ทุกมุมของทุกชนชั้นหลายเผ่าพันธุ์มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผู้ฟังยำเกรงในการกระทำบาปทุจริต และเกิดความปิติยินดีในการทำบุญทำกุศล อาจหาญมุ่งมั่นในการกระทำคุณงามความดี
พระมหาธรรมราชาลิไทย มีพระปรีชารอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก อรรถกถาฎีกาอนุฏีกา และปกรณ์พิเศษต่าง ๆ พระองค์ยังเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และไสยศาสตร์จนถึงขั้นทรงบัญญัติคัมภีร์ศาสตราคมเป็นปฐมธรรมเนียมสืบต่อมา จนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.๑๘๘๘ พระยาลิไทย อุปราชผู้ครองนครศรีสัชนาลัย ได้ทรงนิพนธ์ไตรภูมิกถาขึ้น มีสาระสำคัญ คือ ทรงพรรณาถึงเรื่องการเกิด การตาย ของสัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสามคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ด้วยอำนาจของบุญและบาปที่ตนได้กระทำแล้ว


กามภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ อบายภูมิ และสุคติภูมิ
อบายภูมิ ยังแบ่งออกเป็นสี่ภูมิได้แก่ นรกภูมิ ติรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสูรกายภูมิ
นรกภูมิ เป็นที่ตั้งของสัตว์ที่ทำบาป ต้องไปรับทัณฑ์ทรมานนานาประการ แบ่งออกเป็นขุมใหญ่ ๆ ได้ แปดขุมด้วยกัน คือ
- สัญชีพนรก มีอายุ ๕๐๐ ปี นรก (๑ วันเท่ากับ ๙ ล้านปีของมนุษย์)
- กาฬสุตตนรก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๓๖ ล้านปีของมนุษย์)
- สังฆาฏนรก มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๑๔๕ ล้านปีของมนุษย์)
- โรรุวะนรก มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๕๗๖ ล้านปีของมนุษย์)
- มหาโรรุวะนรก มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๒,๓๐๔ ล้านปีของมนุษย์)
- ตาปนรก มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากัย ๙,๒๓๖ ล้านปีของมนุษย์)
- มหาตาปนรก มีอายุยาวนานนับไม่ถ้วน
- อวีจีนรก หรือ อเวจีนรก มีอายุนับได้กัลป์หนึ่ง

ในแต่ละนรกยังมีนรกบริวาร เช่น นรกขุมที่ชื่อโลหสิมพลี เป็นนรกบริวารของสัญชีพนรก ผู้ที่เป็นชู้กับสามีหรือภริยาผู้อื่น จามาตกนรกขุมนี้ จะถูกนายนิรบาลไล่ต้อนให้ขึ้นต้นงิ้วที่สูงต้นละหนึ่งโยชน์ มีหนามเป็นเหล็กร้อนจนเป็นสีแดงมีเปลวไฟลุกโชนยาว ๑๖ นิ้ว ชายหญิงที่เป็นชู้กันต้องปีนขึ้นลง โดยมีนายนิรบาลเอาหอกแหลมทิ่มแทงให้ขึ้นลงวนเวียนอยู่เช่นนี้นับร้อยปีนรก

สำหรับผู้ที่ทำบาป แต่ไม่หนักพอที่จะตกนรก ก็ไปเกิดในที่อันหาความเจริญมิได้ อื่น ๆ เช่น เกิดเป็นเปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน พวกที่พ้นโทษจากนรกแล้วยังมีเศษบาปติดอยู่ก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง เป็นมนุษย์ที่ทุพพลภาพพิกลพิการ ตามความหนักเบาของบาปที่ตนได้ทำไว้

สุคติภูมิ เป็นส่วนของกามาพจรภูมิ หรือ กามสุคติภูมิ แบ่งออกเป็นเจ็ดชั้น คือ มนุษย์ภูมิ สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาภูมิ สวรรค์ชั้นตาวติงสาภูมิ (ดาวดึงส์ - ไตรตรึงษ์) สวรรค์ชั้นยามาภูมิ สวรรค์ชั้นตุสิตาภูมิ (ดุสิต) สวรรค์ชั้นนิมมานรดีภูมิ และสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ

กามาพจรภูมิทั้งเจ็ดชั้น เป็นที่ตั้งอันเต็มไปด้วยกาม เป็นที่ท่องเที่ยวของสัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นอารมณ์อันพึงปรารถนา เมื่อรวมกับอบายภูมิอีกสี่ชั้นเรียกว่า กามภูมิสิบเอ็ดชั้น

รูปภูมิ หรือรูปาวจรภูมิ ได้แก่ รูปพรหมสิบหกชั้น เริ่มตั้งแต่พรหมปริสัชชาภูมิ ที่อยู่สูงกว่าสวรรค์ชั้นหก คือ ปรนิมมิตวสวัตดี มากจนนับระยะทางไม่ได้ ระยะทางดังกล่าวอุปมาไว้ว่า สมมติมีหินก้อนใหญ่เท่าโลหะปราสาทในลังกาทวีป หินก้อนนี้ทิ้งลงมาจากชั้นพรหมปริสัชชาภูมิ หินก้อนนั้นใช้เวลาถึงสี่เดือนจึงจะตกลงถึงพื้น
จากพรหมปริสัชชาภูมิขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ด ชื่อชั้นอสัญญีภูมิ เป็นรูปพรหมที่มีรูปแปลกออกไปจากพรหมชั้นอื่น ๆ คือ พรหมชั้นอื่น ๆ มีรูป มีความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แต่พรหมชั้นอสัญญีมีรูปที่ ไม่ไหวติง ไร้อริยาบท โบราณเรียกว่า พรหมลูกฟักครั้นหมดอายุ ฌานเสื่อมแล้วก็ไปเกิดตามกรรมต่อไป

รูปพรหมที่สูงขึ้นไปจากอสัญญีพรหมอีกห้าชั้นเรียกว่า ชั้นสุทธาวาส หมายถึงที่อยู่ของผู้บริสุทธิ ผู้ที่จะไปเกิดในพรหมชั้นสุทธาวาสคือ ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอนาคามี คือเป็นผู้ที่ไม่กลับมาสู่โลกนี้ต่อไป ทุกท่านจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วนิพพานในชั้นสุทธาวาสนี้

อรูปภูมิ หรืออรูปาพาจรภูมิ มีสี่ชั้น เป็นพรหมที่ไม่มีรูปปรากฏ ผู้ที่ไปเกิดในภูมินี้คือผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุฌานโลกีย์ชั้นสูงสุด เรียกว่าอรูปฌานซึ่งมีอยู่สี่ระดับได้แก่ผู้ที่บรรลุอากาสานัญจายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากาสานัญจายตะภูมิ ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาวิญญาณเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในวิญญาณัญจายตะภูมิ ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาความไม่มีเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากิญจัญญาตนะภูมิ และผู้ที่บรรลุเนวสัญญานสสัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาฌานที่สามให้ละเอียดลงจนเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีญาก็มิใช่) จะไปเกิดในแนวสัญญานาสัญญายตนะภูมิ พรหมเหล่านี้เมื่อเสื่อมจากฌานก็จะกลับมาเกิดในรูปพรหมภูมิ หรือภูมิอื่น ๆ ได้เช่นกัน


การกำเนิดของสัตว์ การเกิดของสัตว์ในสามภูมิมีอยู่สี่อย่างด้วยกันคือ
- ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานบางชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม
- อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น นก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ปลา เป็นต้น
- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แก่สัตว์ชั้นต่ำบางชนิดที่ใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น ไฮดรา อมิบา เป็นต้น
- โอปาติกะ เกิดขึ้นเอง เมื่อเกิดแล้วก็จะสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อตายไปจะไม่มีทราก ได้แก่ เปรต อสูรกาย เทวดา และพรหม เป็นต้น

การตายของสัตว์ การตายมีสาเหตุสี่ประการด้วยกันคือ
- อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ
- กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นกรรม
- อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นทั้ง อายุ และสิ้นทั้งกรรม
- อุปัจเฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอุบัติเหตุ

นอกจากนั้นแล้ว มีการกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกและในจักรวาล มีภูเขาพระสุเมรุราชเป็นแกนกลาง แวดล้อมด้วยกำแพงน้ำสีทันดรสมุทร และภูเขาสัตตบรรพต อันประกอบด้วย ภูเขายุคนธร อินิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินันตกะ และอัสสกัณณะ กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวนพเคราะห์ และดารากรทั้งหลายในจักรวาล เป็นเครื่องบ่งบอกให้รู้วันเวลาฤดูกาล และเหตุการณ์ต่าง ๆ กล่าวถึงทวีปทั้งสี่ที่ตั้งอยู่รอบภูเขาพระเมรุมาศ ชมพูทวีปอยู่ทางทิศใต้กว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ มีปริมณฑล ๓๐๐,๐๐๐ โยชน์ มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบได้ ๕๐๐ มีแผ่นดินเล็กอยู่กลางทวีปใหญ่สี่ผืน เรียกว่า สุวรรณทวีป กว้างได้ ๑,๐๐๐ โยชน์ มีประมณฑล ๓๐,๐๐๐ โยชน์ เป็นเมืองที่อยู่ของพญาครุฑ

การกำหนดอายุของสัตว์และโลกทั้งสามภูมิ มี กัลป์ มหากัลป์ การวินาศ การอบัติ การสร้างโลก สร้างแผ่นดินตามคติของพราหมณ์

ท้ายสุดของภูมิกถา เป็นนิพพานคถาว่าด้วยนิพพานสมบัติของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน อันเป็นวิธีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
 

 เก็บตกจาก : หอมรดกไทย By : อมรรัตน์   

"Thank You" from 1 Member
บันทึกการเข้า

สู้จนกว่าจะชนะ


สวัสดีค่ะ...คุณบุคคลทั่วไ
₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #1 เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2008, 09:32:34 »

ตอนแรกไปหาหนังสือ  แต่มันไม่มีการพิมพ์ใหม่  พอไปเดินที่งานสัปดาห์หนังสือ   มีคนใจดีไปหามาให้ให้ฟรี  ต้องขอขอบคุณมากครับ  Embarrassed Embarrassed Embarrassed Embarrassed

หลังจากหามานานมาก  เพราะอยากได้ฉบับเต็ม ๆ เป็นของโรงพิมพ์คุรุสภาพิมพ์ตั้งแต่ปี 2506

เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ   ทำให้เป็นแบบแผนของศีลธรรมขึ้นมาเพื่อให้คนกลัวบาป บุญ คุณ โทษ 
บันทึกการเข้า




₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #2 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 22:46:33 »

ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วง ผู้แต่งคือพญาลิไท ไตรภูมิพระร่วงนั้นเป็นวรรณคดีพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทย เพราะมีอิทธิพลต่อศีลธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย เราไม่ทราบว่าในสมัยของพญาลิไทนั้นวรรณคดีเรื่องนี้มีอิทธิพลมากน้อยเพียงใด เพราะตอนนั้นการอ่านหนังสือนั้นยังไม่เจริญ แม้จะมีการประดิษฐ์อักษรไทยแล้วก็ตาม อาจารย์นิยดา ได้เขียนในเรื่องนี้ไว้ว่า
"ไตรภูมิพระร่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักและนิยมของชาวสุโขทัยมากน้อยเพียงใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏ ในทรรศนะของผู้เขียน น่ามีอิทธิพลต่อชาวสุโขทัยไม่มากนัก สังเกตว่าพระสังฆราชเมธังกรผู้ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระมหาธรรมราชาลิไท ได้รจนาคัมภีร์โลกัปปทีปกสารขึ้นหลังจากไตรภูมิพระร่วงไม่นานนัก ท่านไม่ได้อ้างถึงไตรภูมิพระร่วง (อาจจะเป็นเพราะเวลาไล่เลี่ยกัน) ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่าไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือใหม่ และแต่งเป็นภาษาไทยซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในขณะนั้น" เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นฉบับแต่งใหม่, ร่วมสมัย จึงไม่ได้มีการอ้างถึงก็อาจเป็นได้ "ต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงสูญหายไปชั่วระยะหนึ่ง (ตอนแรกก็แต่งเป็นภาษาไทยซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่าใดนัก ต่อมากาลเวลาล่วงมาก็มีผู้เห็นคุณค่า) เมื่อพระบาทสมเด็จะพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้พระภิกษูสงฆ์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิตเรียบเรียง "ไตรภูมิกถา" ขึ้นในปีพุทธศักราช 2326 (ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา สำนวนที่ 1) ไม่ได้มีการอ้างถึงไตรภูมิพระร่วง และก็เช่นกันอีกเมื่อพระยาธรรมปรีชา (แก้ว) เรียบเรียงไตรภูมิกถา สำนวนที่ 2 ขึ้น" ก็ยังไม่ได้มีการอ้างถึงไตรภูมิพระร่วงแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามมีโอกาสจะเป็นที่รู้จักกันเมื่อได้มีการจดบันทึกกันต่อ ๆ มา
ไตรภูมิพระร่วงถ้าจะนับไปก็ถือว่ามีความเก่าแก่กว่า 600 ปีมาแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า 400 ปีของอยุธยาบวกกับ 120 กว่าปีของสุโขทัยก็เป็น 520 กว่าปี แล้วมาลงรัตนโกสินทร์ด้วย ก็ถือว่าประมาณเกือบ 700 ปี หรืออาจะไม่ถึงก็ได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ประมาณ 600 กว่าปีมาแล้ว ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่ทรงพระนิพนธ์เรื่องไตรภูมิพระร่วงไว้คือ "พญาลิไท" เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัย หรือราชวงศ์พระร่วง แห่งสุโขทัย พระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงสุโขทัยนี้รวมทั้งสิ้น 6 พระองค์ด้วยกัน คือ
1. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
2. พ่อขุนบานเมือง
3. พ่อขุนรามคำแหง
4. พ่อขุนเลอไท / พญาเลอไท
5. พ่อขุนลิไท / พญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1)
6. พ่อขุนไสลือไท / พญาไสลือไท (พระมหาธรรมราชาที่ 2)


ในที่นี้พ่อขุน กับพญานั้นไม่ต่างกัน พญาก็เหมือนพระยาในปัจจุบันซึ่งเป็นคำเรียก แต่คำว่า "พ่อขุน" แสดงความรักใคร่ในตัวของผู้นำ แต่ "พญา" แสดงความเป็นผู้มีอำนาจเหนือคนอื่น แต่ "พ่อขุน" นั้นมีความรู้สึกปนอยู่ด้วยเหมือนกับพ่อของเรา จะเห็นว่าระยะหลัง ๆ นั้นคำว่า "พ่อขุน" หายไป แต่มีคำว่า "พญา" มาแทน


พญาลิไท ผู้แต่งไตรภูมิพระร่วงนั้นมีพระนามอีกอย่างหนึ่งคือ พระมหาธรรมราชาที่หนึ่ง หลังจากนั้นอยุธยาก็เข้ามา แล้วก็ผนวกสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น กษัตริย์องค์ต่อ ๆ มา ก็มีอีก 2 องค์ คือองค์ที่ 3 พระมหาธรรมราชที่ 3 และก็ที่ 4 ซึ่งที่ 4 เป็นองค์สุดท้าย อยุธยาก็ผนวกสุโขทัยเข้าสู่การปกครองของอยุธยา


พญาลิไทนั้นทรงเป็นผู้ที่ทรงเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพุทธศาสนา โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ พญาลิไททรงอุปถัมภ์การศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงส่งเสริมให้พระสงฆ์เข้าเรียนพระธรรมวินัย ก็จะมีปรากฏอยู่ในศิลาจารึกด้วย ทรงศึกษาพระคัมภีร์จนแตกฉาน และทรงส่งราชบุตรไปรับพระบรมธาตุมาจากศรีลังกา นอกจากนี้แล้วยังทรงสร้างพระมหาธาตุ หรือพระมหาเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุไว้ที่เมืองนครชุม ซึ่งนครชุมในปัจจุบันก็คือกำแพงเพชร นอกจากนี้ยังทรงส่งราชบัณฑิตไปอาราธนาพระมหาสวามีสังฆราช จากประเทศลังกา มาอยู่ที่วัดปากมะม่วงเมื่อพุทธศักราช 1904 เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองในมัยของพระองค์


นอกจากนี้ในหนังสือวรรณกรรมสมัยสุโขทัยยังได้กล่าวไว้ว่า พญาลิไททรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นราชาปราชญ์ คือทรงเป็นทั้งนักปราชญ์และนักปกครอง พระราชประวัติของพระองค์นั้นงดงามมาก แม้จะไม่เทียมเท่าพระเจ้ารามคำแหง หรือพ่อขุนรามคำแหง เพราะพ่อขุนรามคำแหงนั้นทรงเป็นนักรบด้วย ทรงขยายอาณาเขตไทยไปจรดมลายู แต่พญาลิไทก็มิได้ด้อยกว่า เพราะทรงเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทรงสร้างปราสาทราชมณเฑียรไว้อย่างสวยงาม ทรงผนวชด้วย บรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา ณ วัดป่ามะม่วง โดยมีพระมหาสวามีสังฆราชเป็นพระอุปฌาย์ เมื่อ พ.ศ.1905 นอกจากนี้ยังโปรดให้ขุดคลองทำถนนหนทาง ตั้งแต่สุโขทัยไปจนจรดศรีสัชนาลัยและเมืองน้อยใหญ่ เป็นพระราชกุศลสนองพระคุณพระราชบิดา ถนนนี้เรียกว่า "ถนนพระร่วง" ตั้งแต่กำแพงเพชรไปถึงสุโขทัย ทรงพระปรีชาสามารถมากในการปกครองบ้านเมือง และโปรดให้ทรงสร้างศิลาจารึกไว้หลายหลักทั้งภาษาไทย ภาษามคธ และภาษาขอม จารึกสุโขทัยหลักที่สอง หลักที่สี่เป็นจารึกทั้งหมดที่โปรดให้สร้างขึ้น


เมื่อก่อนเสวยราชย์นั้น สถาปนาจากพระราชบิดาดำรงตำแหน่งมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ทรงพระนามว่า "พญาฦาไทราช" เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามีพระราชประวัติที่งดงามโดยตลอด ทรงช่วยเหลือพระราชบิดา. มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนในบานแพนก (บานแพนกคือตอนต้น, แรกเริ่มของหนังสือ) และในตอนท้ายเรื่องไตรภูมิพระร่วงว่า "แลเจ้าพญาเลไท ได้เสวยราชสมบัติในเมืองสัชนาลัยอยุ่ได้ 6 เข้า จึงได้สร้างไตรภูมิกถานี้ เมื่อได้กินเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ได้ 6 เข้าจิงใส่" อันนี้กรมศิลปากรก็ตีความว่า ไตรภูมิพระร่วง, ไตรภูมิกถา หรือเตภูมิกถา (มีหลายชื่ออ่ะนะ) พญาลิไทได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัยแล้วได้หกปี (หกเข้าน่าจะหมายถึงหกปี) จึงแต่งหนังสือไตรภูมิพระร่วงขึ้น อันนี้ตามคำสันนิษฐานของกรมศิลปากรซึ่งดำเนินการชำระเรื่องนี้อยู่ (ใครที่คิดจะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับไตรภูมิพระร่วงก็ทำไปเลย เพราะมีประเด็นจริยธรรมเยอะมาก)


กรมศิลปากรได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าไตรภูมิพระร่วงน่าจะแต่งขึ้นในปีระกา มหาศักราช 1267 (พุทธศักราช 1888, จุลศักราช 107) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พญาลิไทครอง, ดำรงตำแหน่งมหาอุปราชแห่งศรีสัชนาลัย


ลักษณะการแต่คำประพันธ์ของไตรภูมิพระร่วงนั้นแต่งเป็นร้อยแก้ว ภาษาไทย นับเป็นวรรณคดีเล่มแรกที่แต่งเป็นภาษาไทย (คราวที่แล้วศิลาจารึกซึ่งเป็นศิลา แต่พอเป็นหนังสือก็เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่แต่งเป็นภาษาไทย) โดยที่พญาลิไททรงรวบรวมข้อความต่าง ๆ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรภกถาฎีกาต่าง ๆ - ลักษณะคำประพันธ์เป็นร้อยแก้ว การผูกประโยค… แล้วก็มีถ้อยคำโบราณยากแก่การทำความเข้าใจเป็นอันมาก บางคำก็เป็นภาษาบาลี กรมศิลปากรในขณะที่ตรวจสอบชำระไตรภูมิพระร่วงนี้ก็บอกว่าเป็นเรื่องค่อนข้างจะยาก และต้นฉบับเดิมก็ขาดตกบกพร่องไปเพราะเป็นเวลานานแล้ว อันนี้กรมศิลปากรก็ได้กล่าวไว้ในคำนำว่า "เนื่องจากหนังสือนี้เป็นของเก่า และก็มีการคัดลอกกันมาหลายชั้นหลายสมัย จึงมีส่วนวิปลาสคลาดเคลื่อนไปมาก ทำให้ของเดิมของแท้มัวหมองไป ยากที่จะเข้าใจได้ การตรวจชำระจึงเป็นงานหนัก การวินิจฉัยคำบางคำต้องใช้เวลาแรมเดือน ต้องหาหลักฐานมาประกอบการวินิจฉัยทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี แต่เพื่อให้เรื่องนี้มีความเหมาะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็จึงจำเป็นจะต้องดำเนินการตามหลักฐานและ…ต่าง ๆ"


พบว่าต้นฉบับนี้ได้มาจากฉบับใบลาน อักษรขอม รวม 2 ฉบับ คือฉบับพระมหาช่วย วัดปากน้ำ ซึ่งจารขึ้นเมื่อ พ.ศ.2321 และฉบับพระมหาจันทร์ ซึ่งจารขึ้นเมื่อ พ.ศ.2330 และยังพบต้นฉบับที่พบเฉพาะผูกแรก (ใบลานนี้เป็นผูก) อีกหนึ่งผูกซึ่งคิดว่าน่าจะจารขึ้นในสมัยหลัง คือสมัยอยุธยาตอนปลาย ก็หมายความว่าจด-จารกันต่อมา คัดลอกกันต่อมาเป็นใบลานบ้าง เป็นอะไรบ้าง อาจจะสูญหายไป อาจจะมีมากกว่าหนึ่งฉบับ แต่ว่าสูญหายไปบ้าง เพราะฉะนั้นสรุปแล้วต้นฉบับทั้งหมดขณะนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ - ฉบับพระมหาช่วย และพระมหาจันทร์มีอย่างละสิบผูก ผูกละ 24 ลาน (ฉบับพิเศษหนึ่งผูกมี 24 ลาน) คัดลอกมาหลายสมัยมาก บางส่วนอาจมีข้อความคลาดเคลื่อนไป


ภาษาที่ใช้ตั้งแต่เดิมกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าจะเขียนด้วยอักษรไทย เหมือนกับที่ปรากฏในศิลาจารึก แล้วต่อมามีการคัดลอกเป็นอักษรขอมบ้าง เป็นอักษรไทยบ้างหลายฉบับ และฉบับที่ได้มานี้เป็นอักษรขอม แต่สันนิษฐานว่าฉบับแรกที่เขียนนั้นเป็นอักษรไทย (ศิลาจารึก)


แผนภูมิโครงสร้างไตรภูมิ - ไตรภูมิพระร่วงซึ่งพญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นนั้นมีพระราชประสงค์ 2 ประการ คือ

1. เพื่อที่จะเทศนาโปรดพระราชมารดาของพระองค์

2. เพื่อสั่งสอนประชาชนให้อยู่ในศีลธรรม จริยธรรม


ถ้าเราอ่านแล้วเราจะพบว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ปราดเปรื่องมาก เพราะทรงค้นคว้าจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาถึง 30 คัมภีร์ จึงนับว่าเป็นหนังสืองานวิจัยเล่มแรกของประเทศไทย เป็นวิทยานิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาลิไท เพราะว่าได้ทรงค้นคว้า ส่วนศิลาจารึกนั้นเขียนไปตามความเป็นจริงของยุคสมัยนั้น แต่อันนี้เขียนตามความเป็นจริงไม่ได้ แต่ต้องค้นคว้ามาก


เนื้อเรื่องกล่าวถึง ภพภูมิทั้ง 3 คือ กามภูมิ รูปภูมิ 16 และอรูปภูมิ 4 แล้วก็มีการจำแนกรายละเอียดของแต่ละภูมิ แล้วภูมิใหญ่ก็แบ่งยังย่อยออกไปอีก 31 ภูมิ
บันทึกการเข้า




₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #3 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 22:49:17 »

ภูมิที่ 1. กามภูมิ (กามวจรภูมิ)

กามภูมิ (กามวจรภูมิ) แยกย่อยออกเป็น 11 ภูมิ อบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 และสุขคติภูมิ 7 (อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ก็ตรงกันข้ามกับสุขคติภูมิ)


ก. อบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 ก็คือภูมิที่ไม่มีความเจริญ มีแต่ความเสื่อม แบ่งออกเป็น นรกภูมิ ดิรัจฉานภูมิ เปตวิสยภูมิ และอสุรกายภูมิ ทั้งหมดนี้คือส่วนที่ไม่มีความเจริญ ได้มีการอธิบายไว้ว่าบาปที่ทำให้ต้องไปเกิดในนรก เพื่อเตือนใจมนุษย์ว่าถ้าอยากไปเกิดดี ๆ ก็ต้องทำความดี
"บาปอันทำให้ต้องไปเกิดในนรกมี 12 ประการ คือใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาปแลกระทำบาปเองด้วยใจอันกล้าแลยินดี, ใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาปแลยินดีกระทำบาปเพื่อมีผู้ชวน, ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปแลกระทำเองด้วยใจอันกล้าแลยินดี, ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปแลยินดีกระทำบาปเพื่อมีผู้ชวน, ใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาปแลกระทำเพื่อมีผู้ชวนแลกระทำด้วยใจอันร้ายอันประกลาย, ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปแลกระทำเองด้วยใจอันประกลาย, ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปแลมีผู้ชวนแลกระทำด้วยใจอันประกลาย, ใจอันหนึ่งประกอบด้วยโกรธขึ้งเครียดกระทำบาปด้วยใจอันกล้าเองแลร้าย, ใจอันหนึ่งประกอบด้วยโกรธขึ้งเครียด กระทำบาปเพื่อเหตุมีผู้ชวน, ใจอันหนึ่งบ่มิเชื่อบาป บ่มิเชื่อบุญ แลกระทำบาปด้วยใจอันประกลาย และใจอันหนึ่งย่อมขึ้นไปพุ้งดังกองเท่าอันคนอาเก้อนเส้าทอดลง ย่อมจมลงทุกเมื่อและกระทำบาปด้วยใจอันประกลาย" …กล่าวซึ่ง ๆ ผู้ประกอบอสุรกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาต้อง…


ใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาป แลกระทำบาปเองด้วยใจอันกล้าเลวดี หมายความว่า ทำบาปด้วยตัวเอง จิตของคนเราทำบาปเองเลยด้วยความเต็มใจ จิตเป็นอกุศล ทำไปโดยไม่ต้องมีคนอื่นมากระตุ้นให้ทำก็ทำ คือรู้ว่าเป็นบาปแล้วก็ทำเองด้วย และใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาปแลยินดีกระทำบาปด้วยมีผู้ชวน คือกระทำบาปเพราะมีผู้ชักชวนให้ทำ


อสุรกรรมดังกล่าวนี้แบ่งออกเป็น 10 ประการ คือ
กาย
1. การฆ่าสัตว์ (ผิดศีล)
2. การลักทรัพย์
3. ประพฤติผิดในกาม
วาจา
4. มุสาวาท (โกหก)
5. การกล่าวคำส่อเสียด
6. การกล่าวคำติฉินนินทาผู้อื่น (เป็นบาปที่เกิดจากคำพูด)
7. การกล่าวคำหยาบช้า
8. การกล่าวคำเพ้อเจ้อ สรุปแล้วเป็นเรื่องวาจาทั้งหมด (วาจา 4)
ใจ
9. ความเห็นผิดจากครองธรรม
10.การอยากได้ของผู้อื่น


ทั้งหมดนี้คืออกุศลกรรม 10 ประการเป็นบาป ส่วนที่ว่านรกที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ นั้นส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่านรกมีทั้งหมด 8 ขุม ซึ่งอยู่ใต้โลกมนุษย์ลงไปแล้วก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ได้แก่
1. สัญชีพนรก
2. กาฬสุตตนรก
3. สังฆาฎนรก
4. มหาโรรุวนรก
5. ตาปนรก
6. มหาตาปนรก
7. มหาอวีจีนรก (เป็นนรกต่ำสุด)


นอกจากนี้ที่น่าในใจยังได้กล่าวถึงระยะเวลาของนรกแต่ละขุมด้วย เทียบกับเวลาของคนในโลกมนุษย์ กล่าวคือ

"วันและคืนหนึ่งในเมืองนรกจะเท่ากับเก้าล้านปีเมืองมนุษย์ ดังนั้น ห้าร้อยปีในสัญชีพนรกจะเท่ากับ เก้าล้านหกแสนล้านสองหมื่นปีในเมืองมนุษย์"

นรกทั้งแปดขุมนี้ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างร้อยโยชน์ มีประตูทุกทิศ และเบื้องบนมีฝาเหล็กปิด (คือออกไม่ได้) ในนรกนั้นเต็มไปด้วยสัตว์นรกจนหาที่ว่างไม่ได้ (over population) รอบนรกแปดขุมนี้ แต่ละขุมจะมีนรกเล็กเป็นบริวารอีกด้านละสี่ รวมเป็นทั้งหมดสิบหกขุม ถัดจากนรกเล็กนั้นออกไป จะมีนรกบริวารเรียกว่ายมโลก ล้อมรอบอีกด้านละสิบ รวมเป็นสี่สิบขุม เมื่อรวมนรกใหญ่แปด นรกเล็กร้อยยี่สิบแปด ยมโลกสามร้อยยี่สิบ จึงมีจำนวนทั้งสิ้นสี่ร้อยห้าสิบหกขุม - ต่อไปผู้บรรยายจะอ่านให้ฟังว่านรกมีอะไรบ้าง ทำความผิดอะไรแล้วจะลงนรกอะไร

นรกลำดับแรกมีชื่อว่า "เวตรณี" ยมบาลใช้อาวุธซึ่งทำด้วยเหล็กแดง ซึ่งมีเปลวไฟลุกแดงตลอดเวลา ทิ่มแทง คนนรกซึ่งได้รับความทุกขเวทนา เขาเหล่านั้นจึงวิ่งลงไปในแม่น้ำเวตรณี ซึ่งมีลำหวาย เครือหวายพานไปมา มีหนามอันใหญ่เท่าจอบ เทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวไฟ ลุกทุกเมื่อ แล่นลงน้ำข้องหนามหวาย แลตนขาดดั่งท่านเอามีดกรด อันคมแลแสร้งมาตัดทุกแห่ง ใต้เครือหวานนั้นเทียรย่อมขวากใหญ่แลยาว ย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟไหม้ตัวเขาดั่งไปไหม้ต้นไม้กลางป่า ครั้นว่าตัวเขารอดตระลอดตกลงจากหนามหวายนั้น ลงไปยอดขวากเหล็กอันอยู่ใต้นั้น ตนเขาขาดหวิ้นทุกแห่ง เมื่อขวากนั้นยอกตนเขาอยู่ดั่งท่านเสียบปลานั้นแล บัดหนึ่งเดี๋ยวหนึ่งเป็นไฟไหม้ขวากเหล็กนั้นลุกขึ้นไหม้ตนเขาอยู่หึงนานหนักแล ตนเขาสุกเน่าเปื่อยไปสิ้น
นรกลำดับที่สองมีชื่อว่า "สุนัขนรก" ผู้ที่กล่าวคำหยาบคายต่อสมณพราหมณ์ผู้มีศีล แลผู้เถ้าแก่ทั้งปวง จะไปเกิดในนรกนี้ ซึ่งมีสุนัขใหญ่เท่าช้างสารห้าจำพวก และแร้งกา ตัวใหญ่เท่าเกวียนคอยขบกิน ซึ่งได้รับทุกขเวทนา
นรกลำดับที่สามมีชื่อว่า "สโชตินรก" ยมบาลใช้ค้อนเหล็กแดงใหญ่เท่าลำตาลไล่ตีคนนรก เขาเหล่านั้นก็ได้แต่วิ่งหนีไปบนแผ่นเหล็กแดงซึ่งลุกเป็นเปลวไฟตลอดเวลา ยมบาลไล่ตีจนร่างกายของเขาแหลกลาญแต่ก็กลับฟื้นมาอีก เพราะบาปกรรมที่กล่าวคำร้ายแก่ผู้มีศีลให้ท่านได้รับความอับอาย
นรกลำดับที่เจ็ดมีชื่อว่า "กุสปลาสนรก" (อันนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล) ผู้ที่นำข้าวไม่ดีไปปนกับข้าวดีแล้วหลอกขายผู้อื่น (พวกพ่อค้าส่งออก) เมื่อตายไปจะตกนรกขุมนี้ ซึ่งมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน คนนรกซึ่งปวดแสบปวดร้อนจากเหล็กแดง ได้กระโจนลงไปในแม่น้ำ น้ำนั้นกลายเป็นไฟเผาไหม้ และกลายเป็นข้าวลีบลุกเผาไหม้เขา (ข้าวที่เอาไปปลอมปนลุกไหม้ตนเอง) ฝูงคนนรกนั้นกระหายน้ำยิ่งนัก ก็กรอกเอาข้าวลีบกิน ก็เกิดเป็นไฟลุกไหม้อีก
นรกลำดับที่แปดมีชื่อว่า "สัตติหตนรก" (สำหรับผู้ที่ใส่ความผู้อื่น, ตัวเองลักทรัพย์แล้วไปใส่ความผู้อื่นว่าตัวเองไม่ได้ทำ คนอื่นทำ) ฝูงยมบาลช่วยกันไล่ต้อน และใช้อาวุธทิ่มแทงคนนรกจนแหลกเหลว ทั้งนี้เพราะเขาเคยลักทรัพย์ และใส่ความผู้อื่น
นรกลำดับที่เก้ามีชื่อว่า "พิลสนรก" ผู้ที่ฆ่าปลาและนำมาขายที่ตลาด ก็จะถูกฝูงยมบาลเอาเชือกเหล็กแดงรัดคอ และลากไปทอดเหนือแผ่นเหล็กแดง จากนั้นแล่เนื้อออกเป็นชิ้น (เหมือนที่ตัวเองแล่เนื้อปลา)
นรกลำดับที่สิบมีชื่อว่า "โปราณมิฬหนรก" ผู้ที่มีหน้าที่เก็บภาษี แต่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมิชอบ คือ ไปข่มขู่ บังคับ เก็บมากกว่าที่จำเป็น เมื่อตายไปแล้วจะต้องไปกินอาจม ซึ่งเหม็นยิ่งนัก ต่างข้าวและน้ำทุกวัน
นรกลำดับที่สิบเอ็ดมีชื่อว่า "โลหิตปุพพนรก" (นรกเลือด ปุพพคือน้ำเหลือง, หนอง อันนี้คือนรกสำหรับ) ผู้ที่ทำร้ายพ่อแม่ พระสงฆ์ และผู้มีบุญคุณตายไปแล้วตกอยู่ในแม่น้ำใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยเลือดและหนอง คนนรกผู้นั้นจำต้องกินเลือดและหนอง เพราะความอดอยาก แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วหนองกลายเป็นไฟพุ่งออกจากทวาร
นรกลำดับที่สิบสองมีชื่อว่า "โลหพฬิสนรก" (คือโลภ) ผู้ที่โกงทรัพย์ผู้อื่นโดยวิธีหลอกลวงให้เจ้าทรัพย์พลั้งพลาด (พวกที่เป็นประธานแบ็งค์โกงเงินประชาชนแล้วล้มบนฟูก แล้วหลบไปอยู่ต่างประเทศกับนางงาม) และตนไม่ต้องจ่ายทรัพย์ให้แก่ท่าน เมื่อตายไปแล้วจะตกอยู่ในนรกขุมนี้ นายนิรยบาล (ไม่แน่ใจว่าใช่ยมบาลหรือเปล่า) เอาเบ็ดซึ่งโตเท่าลำตาลเกี่ยวลิ้นออกมา และใช้ขอเหล็กสับ เขาผู้นั้นได้รับความทรมานอย่าแสนสาหัส (ต้นฉบับบอกไว้ว่า มีความพรรณาถึงวิธีการทรมานไว้ว่า นายนิรยบาลที่อุสสุทนรกอื่นอีกเอาเหล็กเบ็กลุกโพลงโตเท่าลำตาล เกี่ยวลิ้นสัตว์นรกเหล่านั้นล้มลงบนแผ่นดิน โลหะอันรุ่งเรืองด้วยเพลิง ให้นอนแผ่เอาขอเหล็กสับดุจสับหนังโค ฉะนั้น สัตว์นรกเหล่านั้นดิ้นรนเหมือนปลาดิ้นอยู่บนบก ไม่อาจจะทนทุกข์นั้น ร้องไห้เขฬะไหล)
นรกลำดับที่สิบสามมีชื่อว่า "สังฆาฎนรก" (อันนี้เป็นนรกสำหรับ) ผู้ที่ประพฤติผิดในสามีหรือภรรยาของผู้อื่น เมื่อตายไปแล้วจะถูกฝูงยมบาลแทงด้วยหอกจนโลหิตไหลออกมาทั่วตัว และร่างเขาจมอยู่ในแผ่นเหล็กแดงถึงครึ่งตัว มีภูเขาเหล็กแดงลูกหนึ่งกลิ้งมาทับตัวเขาจนแหลกเหลว ไม่นานนักก็ฟื้นมาดังเดิม (แล้วก็เป็นแบบนี้อีก)
นรกลำดับที่สิบสี่มีชื่อว่า "อวังสีรนรก" ผู้ที่ทำชู้กับภรรยาคนอื่น ฝูงยมบาลจะจับตัวเขาลงไปในขุมนรก แล้วเอาค้อนเหล็กตีให้แหลกแหลว
นรกลำดับที่สิบห้ามีชื่อว่า "โลหสิมพลีนรก" (ซึ่งเป็นนรกต้นงิ้ว เป็นนรกลำดับที่สิบห้า) ในบรรดานรกบ่าว หรืออุสสุทนรกทั้งสิบหกขุมนั้น โลหสิมพลีนรกเป็นนรกขุมที่รู้จักกันแพร่หลาย ผู้ที่ประพฤติผิดในศีลข้อที่สาม คือ เป็นชู้กับสามี หรือภรรยาของผู้อื่น จะต้องไปตกอยู่ในนรกขุมนี้ ซึ่งมีความพรรณาไว้อย่างชัดเจนว่า

นรกนั้นมีป่าไม้งิ้วป่าหนึ่งหลายต้นนักแล ต้นงิ้วนั้นสูงได้แลต้นแลโยชน์ แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงมีเปลวลุกอยู่ แลหนามงิ้วนั้นยาวได้สิบหกนิ้วมือ (นิ้วมือต่อกันสิบหกช่วง) เป็นเปลวไฟลุกอยู่บ่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล (เป็นเปลวไฟลุกอยู่ไม่ดับสักที) ในนรกนั้นเทียรย่อมผู้หญิงผู้ชายหลาย แลคนฝูงนั้นเขารักใคร่กันดั่งกล่าวมาถึงก่อนนั้นแล ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้วผู้ชายอยู่ภายต่ำ ฝูงยมพะบาลก็เอาหอกดาบหลาวแหลนอันคนเทียรย่อมเหล็กแดงแทงตีนผู้ชายจำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงว่า ชู้สูอยู่บนปลายงิ้วโพ้น เร็ว อย่าอยู่ แลฝูงผู้ชายนั้นทนเจ็บบ่มิได้ จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้น ครั้นว่าขึ้นไปไส้หนามงิ้วนั้นบาดที่ตนเขาขาดทุกแห่ง แล้วเป็นเปลวไฟไหม้ตนเขา เขาอดบ่อมิได้จึงบ่ายหัวลงมา ฝูงยมพะบาลก็เอาหอกแทงซ้ำเล่าร้องว่า สูเร่งขึ้นไปหาชู้สูที่อยู่ปลายงิ้วโพ้น สูจะลงมาเยียะใดเล่า เขาอดเจ็บบ่มิได้ เขาเถียงยมพะบาลบ่มิได้ เขาจึงปีนขึ้นไป แลหนามงิ้วบาดทั่วทั้งตัวเขา เขาเจ็บปวดนักหนาดั่งใจเขาจะขาดตายแล เขากลัวฝูงยมพะบาล เขาจึงปีนขึ้นไปเถิงปลายงิ้วนั้น ครั้นจะใกล้ถึงผู้หญิงนั้นไส้ ก็แลเห็นผู้หญิงนั้นกลับลงมาอยู่ภายต่ำเล่า ยมพะบาลหมู่หนึ่งแทงตีนผู้หญิงให้ขึ้นไปหาผู้ชายผู้เป็นชู้ว่า สูเร่งขึ้นไปหาผู้ชายผู้เป็นชู้ว่า สูรีบขึ้นไปหาชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้นเล่า เมื่อเขาขึ้นเขาลงหากันอยู่ดังนั้น เขาบ่มิได้พบกัน ยมพะบาลจับผู้หญิงผู้ชายจำให้ลงหากันดังนั้น หลายคาบหลายคราลำบากนักหนาแล (อันนี้ก็เป็นการเตือนใจว่าอย่าประพฤติผิดข้อนี้)

"โลกันตนรก" หรือนรกโลกันต์ ผู้ทำร้ายบิดามารดา สมณพราหมณ์ ผู้มีศีล ยุยงพระสงฆ์ให้แตกกัน จะไปเกิดในนรกขุมนี้ มีร่างสูงถึงหกพันวา (เปรต) เล็บมือและเล็บเท้าเหมือนดั่งค้างคาว ลักษณะที่เขาห้อยตัวเหมือนดั่งค้างคาว ภายในนรกนั้นมืดสนิท มองไม่เห็นกันเลย เมื่อเขาอยากอาหารจะปีนไปตามกำแพง และคว้าถูกมือกัน ต่างก็ตะครุบกัดกิน (หมายความว่า พอจะคว้าอาหารก็ไปเจอกัน ก็เลยแย่งอาหารกัน แล้วกัดกินกันเอง) จนตกไปในพื้นน้ำซึ่งเย็นจัดเพราะไม่เคยต้องแสงอาทิตย์เลย ร่างของเขาเปื่อยแหลกเหลว แต่แล้วก็กลับฟื้นขึ้นใหม่ เขาต้องทนทุกข์เช่นนี้ไปจนชั่วพุทธันดรกัลป์หนึ่ง (พุทธันดรกัลป์ คือช่วงของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์)

"อวีจีนรก" หรือนรกอเวจี ขุมที่อยู่ต่ำสุดของนรก อวีจีนรกเป็นนรกขุมใหญ่ "มหาอวิจีนรกเป็นนรกใหญ่เพียงขุมเดียวที่ไตรภูมิพระร่วงนำมาพรรณาอย่างพิศดาร แต่ก็ว่าด้วยเฉพาะเวลาที่ต้องไปตกในนรกขุมนี้ ว่ายาวนานจนถึงสิ้นกัลป์หนึ่ง ชั่วระยะเวลาของกัลป์หนึ่งคือ ภูเขาสูงได้โยชน์หนึ่ง กว้างสามโยชน์ เมื่อถึงร้อยปีจะมีเทพดา นำผ้าทิพย์อันอ่อนดังควันไฟมาเช็ดภูเขานั้น เมื่อใดที่ภูเขาราบเรียบจึงถือว่าสิ้นหนึ่งกัลป์ ผู้ที่ทำบาปอันเป็นปัญจานันตริยกรรม ก็จะไปเกิดในนรกขุมนี้" ผู้ที่ตกอยู่ในนรกอเวจีนั้นก็คือฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าสัตว์ ฆ่าหมูโค, ล่าเนื้อ, นก เป็นชาวประมง เป็นเจ้าหน้าที่จองจำ และเป็นคนฆ่าโจร ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต ทำร้ายพระภิกษุสงฆ์ผู้มีศีล ยุยงให้พระสงฆ์แตกกัน บาปชนิดเดียวกันนี้เป็นบาปที่ไปตกในโลกันต์นรก (ถ้าสำนึกไม่ได้ก็ไม่ตกอเวจี แต่ถ้าสำนึกไม่ได้ก็จะตกอเวจี)


ในกรณีของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, เจ้าหน้าที่จองจำ แต่ความจริงพวกนี้เขาก็ทำตามหน้าที่ ถ้าเขาไม่ทำคนอื่นก็ต้องทำ แล้วพวกนี้เขาบอกว่าหลังจากเขาประหารชีวิตนักโทษคนหนึ่งเขาก็จะใส่บาตร ทำบุญไปให้ เพราะเขาก็ทราบว่ามันเป็นบาป สรุปว่าตกอเวจีสำหรับพวกที่มีหน้าที่ประหารชีวิตนักโทษ


ข. สุขคติภูมิ หรือกามสุขคติภูมิ 7 เป็นฝ่ายดี เพราะมีคำว่าสุขคติซึ่งแปลว่าดี แต่ทุกข์แปลว่าไม่ดี ซึ่งสุขคติภูมิ 7 แบ่งเป็น 7 ประการ คือ


(1.) มนุสสภูมิ ว่าด้วยการปฏิสนธิของมนุษย์จากครรภ์มารดา

(2.) จาตุมหาราชิกภูมิ เป็นด่านที่จะขึ้นสวรรค์ดาวดึงค์ คืออยู่เขายุคนธร อยู่เหนือ (สูงจาก) โลกมนุษย์ 46,000 โยชน์ (เป็นด่านก่อนที่จะถึงดาวดึงค์) 1 โยชน์เท่ากัน 16 กิโลเมตร ล้อมด้วยกำแพงทอง

(3.) ตาวติงสภูมิ (ดาวดึงค์) เป็นที่ประทับของท้าวสักกะ หรือพระอินทร์ ประดับประดาด้วยแก้ว 7 ประการ คือ เพชรดี มณีแดง เหลืองแสดแสงมรกต เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม … สวยงามยิ่งนัก

(4.) ยามาภูมิ ยามาภูมิเป็นสวรรค์ที่อยู่เหนือตาวติงสภูมิ สว่างไสวเพราะรัศมีแก้ว และรัศมีจากกายเทวดา

(5.) ตุสิตาภูมิ คือชั้นดุสิต อยู่เหนือยามาสวรรค์ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์

(6.) นิมมานรติภูมิ มีทุกอย่างเช่นเดียวกับดุสิตา แต่งดงามกว่า ถ้าประสงค์สิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น

(7.) ปรนิมมิตวสวัตติภูมิ เทพยดามีความสุขยิ่งกว่าชั้นอื่นใด เพราะประสงค์สิ่งใดจะมีเทวดาอื่นเนรมิตให้ (ตัวเองไม่ต้องดลบันดาล แต่จะมีเทวดาองค์อื่น ๆ มาเนรมิต, ดลบันดาลให้)


นี่คือสวรรค์ทั้งหมด แต่เขาไม่ได้ไว้ชัดบอกว่าทำอย่างไรจึงจะขึ้นได้สวรรค์ มีแต่บอกว่าทำอะไรจึงจะตกนรก แต่ไม่ได้บอกว่าทำบุญอย่างไร ขั้นตอนไหนจึงจะขึ้นสวรรค์ได้ มีแต่บรรยายว่าสวรรค์ชั้นใดเป็นอย่างไร ถ้าอยากเป็นพระอินทร์ต้องบำเพ็ญสัตตบุรุษ 7 - ทำความดีอะไรถึงจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไหนนั้นเราไม่ทราบ เหมือนกับที่ธรรมกายบอก แต่ธรรมกายเน้นการบริจาคเงินก็จะได้บุญมาก ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ "ตาวติงสภูมิ" สวรรค์ดาวดึงค์มี

ไพรชยนต์ปราสาท : ไพรชยนต์ปราสาทซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์ นั้นอยู่กลางนครตรัยตรึงส์ สูงยี่สิบห้าล้านหกแสนวา ประดับประดาด้วยแก้วทั้งเจ็ดประการ งดงามยิ่งนัก

อุทยาน : อุทยานในเมืองไตรตรึงส์มีทั้งหมดสี่แห่ง นันทวันซึ่งอยู่ทิศตะวันออก มีขนาดโดยรอบได้แปดแสนวา มีกำแพงแก้วอยู่เหนือประตูทุกแห่ง อุทยานแห่งนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ มีต้นไม้ดอกไม้ออกดอกงดงาม ในนันทวันอุทยานนี้มีสระใหญ่สองสระ ชื่อว่านันทาโบกขรณี และจุละนันทาโบกขรณี น้ำในสระนั้นใสสะอาดดังแก้วอินทนิล ใกล้สระนั้นมีแผ่ศิลาสองแผ่น มีชื่อว่านันทาปริฐิาสาณ และจุลนันทาปริฐิปาสาณ แผ่นศิลานี้มีคุณวิเศษ คือ มีรัศมีเรืองงามและเมื่อถูกต้องก็จะอ่อนราวกับหนังเห็น

ทางทิศใต้ มีอุทยานชื่อว่าผารุกสกวัน มีขนาดโดยรอบห้าล้านหกแสนวา ไม้ในอุทยานนั้นลำตันอ่อนค้อมราวกับดัดไว้ สระใหญ่สองสระมีชื่อว่า ภัทราโบกขรณี และสุภัทราโบกขรณี ริมฝั่งสระนั้นมีหินสองแผ่นมีชื่อว่าภัทราปริฐิปาสาณ และสุภัทราปริฐิปาสาณ เมื่อถูกต้องจะอ่อนนุ่มราวกับหนังสาน

ทางทิศตะวันตก มีอุทยานชื่อว่าจิตรลดา มีขนาดได้สี่แสนวา มีสระสองสระชื่อว่า จิตรโบกขรณี และจุลจิตรโบกขรณี ริมฝั่งสระมีหินสองแผ่นชื่อว่าจิตรปาสาณ และจุลจิตรปาสาณ ซึ่งอ่อนนุ่มราวกับหนังสาน เมื่อถูกต้อง

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีสวนใหญ่ชื่อมหาพน มีกำแพงล้อมรอบ สวนนี้มีขนาดโดยรอบได้หกแสนวา มีปราสาทซึ่งประดับประดาด้วยแก้วทั้งเจ็ดอยู่หนึ่งพันองค์ ระหว่างมหาวันอุทยาน และนันทวันอุทยาน และนันทวันอุทยานนี้ มีสระแก้วหนึ่งแห่ง ซึ่งงดงามมาก

ไพรชยนตรถ : ไพรชยนตรถเป็นรถทรงของพระอินทร์ มีม้าแก้วสองพันตัว เทียมรถข้างละพันตัว รถนี้เป็นรถทองคำ ซึ่งประดับด้วยแก้วทั้งเจ็ด มีสร้อยมุกดา ดอกไม้ทิพย์กรองเป็นมาลัย พวงอุบะ และพรวนทองห้อยย้อยลงมา สวยงามยิ่งนัก เมื่อลมโบกพัดก็จะยินเสมือนดนตรีขับกล่อม กลางราชรถนี้ มีแท่นแก้วมีขนาดกว้างยาวได้แปดพันวา และมีกลดแก้วกว้างได้โยชน์หนึ่งอยู่ตรงกลาง กลดแก้วนี้เลื่อมลายดังแสงพระอาทิตย์ส่องต้องพระจันทร์เมื่อเดือนดับสวยงามมาก

ผู้มาเฝ้า (ผู้มาเฝ้าพระอินทร์) : เมื่อขึ้นแปดค่ำ สิบห้าค่ำ หรือวันแปดค่ำ และเดือนดับ ท้าวจตุโลกบาลหรือท้าวธตรฐราช ท้าววธตรฐราช ท้าววิรุฬปักษ์ราช และท้าวไพศรพณ์ จะพาริวารทั้งปวง ซึ่งแต่งกายอย่างงดงาม ถืออาวุธและมีเครื่องแห่แหนมาเข้าเฝ้าพระอินทร์

ช้างเอราวัณ : ช้างทรงของพระอินทร์มีชื่อช้างว่าเอราวัณ ซึ่งก็คือ เทวบุตรซึ่งมีชื่อว่าเอราวัณ ซึ่งแปลงการเพราะในสวรรค์ไม่มีสัตว์ (เลยแปลงมาเป็นช้าง) ช้างเอราวัณมีตัวสูงถึงหนึ่งล้านสองแสนวา มีหัวถึงสามสิบสามหัว หัวที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่ และมีชื่อว่าสุทัสน์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ เหนือหัวช้างหัวนี้ขึ้นไป มีแท่นแก้วใหญ่ และมีประสาทกั้นอยู่ตรงกลาง มีธงแก้วเรียงรายอยู่รอบ เมื่อแก่วงไปมาจะมีเสียงไพเราะยิ่งนัก พระอินทร์จะประทับอยู่เหนือแท่นแก้วบนหัวช้างนี้ ส่วนหัวช้างอีกสามสิบสองหัว จะมีเทวบุตร (คือเทพบุตรนั่นเอง) ซึ่งเป็นบริวารอีกสามสิบสององค์ ประทับอยู่

ลักษณะของหัวช้างสามสิบสามหัว มีเครื่องประกอบดังนี้ แต่ละหัวมีงาเจ็ดกิ่ง งาแต่ละกิ่งมีสระเจ็ดสระ สระแต่ละสระมีกอบัวเจ็ดกอ แต่ละกอมีดอกได้เจ็ดดอก แต่ละดอกมีกลีบเจ็ดกลีบ แต่ละกลีบมีนางฟ้าร่ายรำอยู่เจ็ดคน แต่ละนางนี้มีบริวารเจ็ดคน สรุปความแล้วช้างสามสิบสามหัวมีงาสองร้อยสามสิบเอ็ดงา สระหนึ่งพันหกร้อยสิบเจ็ดสระ กอบัวในสระได้หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสามร้อยสิบเก้ากอ ดอกบัวได้เจ็ดหมื่นเก้าพันสองร้อยสามสิบสามดอก กลีบดอกบัวได้ห้าแสนห้าหมื่นสี่พันหกร้อยสามสิบเอ็ดกลีบ นางฟ้าสามล้านแปดแสนแปดหมื่นสองพันสี่ร้อยสิบเจ็ดนาง บริวารได้ยี่สิบเจ็ดล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหกพันเก้าร้อยสิบเก้าคน

ผู้นั่งแวดล้อมทางซ้ายของพระอินทร์คือนางสุธรรมา ซึ่งเป็นมเหสีคนหนึ่ง พร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมาก ทางขวาคือนางสุชาดา และบริวาร นางสุนันทาอยู่ด้านหลัง ส่วนนางสุจิตราอยู่ทางซ้าย (สรุปแล้วคือสุธรรมา สุชาดา สุนันทา สุจิตราคือบริวารหรือมเหสีของพระอินทร์)

ถัดจากนั้นไปมีนางฟ้าจำนวนมาแวดล้อมเป็นขั้น ๆ ไปบางคนถือกันลออมแก้ว (บางคนถือ) เครื่องสูงบ้าง (ยังมี) เทพธิดาที่มาเล่นดนตรีและฟ้อนรำถวายพระอินทร์เป็นจำนวนมาก และมีชื่อดังนี้ คิคครา สุภัทรา หสัจจนารี มณีเมขลา…

สุธรรมาเทพยสภาศาลา : ในบรรดาศาลาทั้งหลาย สุธรรมาเทพยสภาศาลา เป็นศาลาที่งดงามและประเสริฐกว่าทุกศาลา มีขนาดใหญ่และกว้างขวาง ใกล้กับศาลานั้นมีดอกไม้อย่างหนึ่งชื่อว่าอาสาพตีขึ้น ดอกไม้นี้ถึงเวลาพันปีจึงจะบานครั้งหนึ่ง และบานอยู่ตลอดพันปี

ส่วนดอกปาริกชาตินั้นถึงร้อยปีจึงจะบาน เมื่อบานแล้วมีรัศมีเรืองรองออกจากทุกกิ่งและก้าน และมีกลิ่นหอมยิ่งนัก ผู้ที่ประสงค์จะได้ดอกไม่นี้ไม่ต้องปีนขึ้นไปเก็บเลย หากแต่จะลมพัดให้ดอกไม้ร่วงหล่นลงมาเอง หรือมิฉะนั้นก็จะมีลมมาพัดชูดอกไม้ให้ร่วงลงดิน นอกจากนี้ยังมีลมพัดนำดอกไม้ และลมที่บรรจงจัดดอกไม้ให้เรียงรายงดงามในศาลา หากมีดอกไม้เ***่ยวก็จะพัดนำดอกไม้ออกไปจากศาลา
บันทึกการเข้า




₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #4 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 22:54:51 »

ภูมิที่ 2. รูปภูมิ 16 ( รูปาวจรภูมิ)

รูปภูมิ 16 ชั้น กล่าวถึงการบำเพ็ญสมาธิ ตนได้ฌานสมาบัติแล้วไปเกิดเป็นพรหม แบ่งเป็น
(1.) ปฐมฌานภูมิ 3
(2.) ทุติยฌาณภูมิ 3
(3.) ตติยฌาณภูมิ 3
(4.) จตุตถฌาณ 7


      รูปภูมิทั้งหมดนี้รวมเป็นหนึ่งกัณฑ์ เรียกว่า สัตตมกัณฑ์ ผู้ที่เกิดในพรหมโลก (ต้องเป็นผู้บำเพ็ญกุศล) เจริญฌาณสมาบัติในชั้นพรหม "พรหมทั้งสิบหกชั้นนี้ รวมเรียกว่า โสฬสพรหม บุคคลผู้ใดไปบังเกิดในพรหมโลกก็เพราะอำนาจรูปาวจรกุศล คือ จำเริญฌาณสมาบัติ ในชั้นพรหมจะมีแต่บุรุษเท่านั้น พรหมทั้งหลายจะมีรูปร่างงดงาม รัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาในฉกามาพจรสวรรค์ และจะมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปทุก ๆ ชั้น แต่ละองค์จะประทับนิ่งอยู่ในปราสาททองหรือปราสาทแก้ว การหายใจเข้าออก การกินอาหาร อวัยวะเพศ อุจจาระปัสสาวะ จะไม่บังเกิดแก่พรหมเหล่านี้"



ภูมิที่ 3. อรูปภูมิ 4 (อรูปาวจรภูมิ)

อรูปภูมิ 4 ซึ่งหมายถึงนิพพาน ชั้นนี้คือพรหมที่ไม่มีรูป แบ่งออกเป็น
(1.) อากาสานัญจายตนภูมิ
(2.) วิญญาณัญจายตนภูมิ
(3.) อากิญจัญญายตนภูมิ
(4.) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิฆ

อรูปภูมิ 4 ชั้น คือ อากาสานัญจายตนภูมิ, วิญญาณัญจายตนภูมิ, อากิญจัญญายตนภูมิ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิฆ พรหมในชั้นนี้ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตเจตสิก เพราะเห็นว่าหากมีร่างกายอยู่นั้นจะมีแต่โทษ อาจจะไปทำร้ายซึ่งกันและกันได้ จึงบริกรรมด้วยความว่างเปล่า ยึดเอาอากาศซึ่งเป็นความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ จนได้ฌานที่มีอากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อากาสานัญจายตนภูมิ ซึ่งมีอายุอยู่ได้สองหมื่นกัปป์ จากนั้นก็อาจภาวนาเพื่อจะได้ไปอยู่ในพรหมโลกขั้นสูงต่อไปอีกได้ อายุของพรหมเหล่านี้จะยืนอยู่ได้สี่หมื่น, หกหมื่น และแปดหมื่นสี่พันกัปป์ ตามลำดับ"

อรูปาวจรภูมิได้แก่อรูปภูมิ 4 ชั้น (ในหนังสือท่านเพียงแต่พูดว่า) อรูปพรหมสี่ชั้นนี้มีข้อย่อยอันหนึ่งคือพูดถึงเรื่อง ฉัพพรรณรังสี "กล่าวถึงฉัพพรรณรังสี คือรัศมีที่มีสีต่าง ๆ หกสาย ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีแดงอ่อน และสีเลื่อมพราย รัศมีเหล่านี้ต่างออกจากพระวรกายส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า… จะรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้ามาอุบัติ แล้วตอบว่ารู้ที่มีฉัพพรรณรังสี เพราะเรื่องฉัพพรรณรังสีนี้จึงเป็นเรื่อง…


สรุปแล้วเป็นพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิตกับเจตสิก และมีอายุได้สองหมื่นมหากัลป์ จากนั้นก็อาจจะภาวนาเพื่อให้อยู่ในพรหมโลกก็ได้ อันนี้ก็คือในส่วนของอรูปภูมิ 4


สรุปหลักจริยธรรมที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง เราได้หลักจริยธรรมอะไรบ้าง


ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า ไตรภูมิพระร่วงนั้นมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ การที่พญาลิไททรงมีพระราชประสงค์ที่จะเทศนาโปรดพระราชมารดาของพระองค์ แล้วยังมีการสั่งสอนประชาชนชาวสุโขทัยอีกด้วย ดังนั้น การกล่าวถึงนรกสวรรค์ก็เป็นการโน้มน้าวใจผู้อ่านให้มีความเกรงกลัวบาปมากขึ้น เราลองหยิบประเด็นทางจริยธรรมที่สำคัญ ๆ ที่พอจะยกขึ้นมาได้บ้าง (มีการกล่าวถึงประเด็นจริยธรรมอะไรบ้าง)


ท่านว่าคนสุโขทัยรับได้แค่ไหนในเรื่องเหล่านี้ (ท่านภาสกรณ์สรุปอ่ะนะ) - อาจารย์ก็สรุปต่อว่าเพราะฉะนั้นคนสุโขทัยระดับศีลธรรมก็น่าจะสูง ตั้งแต่ศิลาจารึกที่เราได้ศึกษากัน เขาไม่มีเกมส์คอมพิวเตอร์เล่น เขาก็จะไปวัดกัน ศึกษาพระธรรม ในเมืองศรีชุมมีวัดถึง 500 วัด ในตัวสุโขทัยเองก็มีวัดเยอะเหมือนกัน ถ้าเราไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเราจะเห็นว่าสวยงามมาก มีการสร้างวัดไว้แยะมาก มีวัดประจำตระกูล คนธรรมดาก็สร้างวัดได้ (ใช่มะ Huh) มัคคุเทศน์บอกว่าใครที่ค้าขายแล้วรวยก็จะเอาเงินไปสร้างวัด แล้วก็มีการทำบุญกันมาก วันอาทิตย์วันนักขัตฤกษ์ก็จะทำบุญกัน ไม่เฉพาะแต่พระมหากษัตร์เท่านั้นที่สร้างวัดแต่ประชาชนก็สามารถสร้างวัดได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราอาจสรุปได้ว่าหลักจริยธรรมที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ได้แก่


1. จงทำความดี - คนเราควรจะทำความดี ลักษณะของเขาเป็นอย่างไรอ่ะ? เขาไม่ได้บอกโดยตรงแต่เขาบอกว่าอันนี้คือสติ ถ้าทำความดีก็จะไปขึ้นสวรรค์ ไปเป็นพรหม เป็นต้น เขาไม่ได้บอกโดยตรงว่าเธอจะต้องทำความดี แต่เขากล่าวอ้าง, เขากล่าวเพียงอ้อม ๆ ไว้ ผู้ที่ทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ทำชั่วก็ย่อมจะตกนรก


"บุคคลใดย่อมประทุษร้ายต่อนรชน ผู้ไม่ประทุษร้ายคือผู้ประเสริฐ ปราศจากกิเลส บาปย่อม… ผู้เป็น…ประดุจธุลี… ที่…" (หมายความว่าถ้าเธอไปประทุษร้ายต่อคนที่เป็นผู้บริสุทธิ์บาปก็ย่อมจะหลับมาหาที่ตัวเธอเอง จงทำความดี) ในไตรภูมิพระร่วงมีการกล่าวไว้เป็นต้นว่า ชั้นฟ้าเป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะขึ้นไปได้


2. จงละเว้นความชั่ว
- คนทำชั่วก็จะไปเกิดในนรก เป็นเปรตและสัตว์อื่น ๆ มีการกล่าวถึงนรกและสัตว์ที่อยู่ในนรก (ดีคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าดี ทำอย่างไรถึงจะได้ชื่อว่าชั่ว เกณฑ์อะไรบ้าง, ชั่วคืออะไร) (ไม่ได้ยินเลยอ่ะ เค้ากำลังวิพากษ์กันเรื่องอกุศลกรรมบท 10 อยู่อ่ะ ได้แก่ กาย 3 - วจี 4 -มโน 3)


3. จงทำจิตให้ผ่องใส
- บำเพ็ญเพียร ทำสมาธิ (ท่านภาสกรณ์อีกแล้วอ่ะ) ในหน้า 47 ของอาจารย์นิยดาได้กล่าวเอาไว้ว่า


    "มนุสสภูมิ มีหลายเรื่องบรรจุอยู่ในเนื้อความ ดังต่อไปนี้ การปฏิสนธิของมนุษย์ในครรภ์ของมารดานั้น จะเริ่มจากกลละ ซึ่งมีขนาดเล็กมากถึงขนาดที่นำเส้นผมของชาวอุตตรกุรุทวีปมาชุบน้ำมันงา แล้วสบัดเสียเจ็ดครั้ง น้ำมันที่ย้อยจากปลายขนนั้นยังมีขนาดใหญ่มาก กลละ กลละ.จะเจริญขึ้นเมื่อถึงเจ็ดวัน จะมีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ เรียกว่า อัมพุทะ ถัดจากอัมพุทะไปเจ็ดวันเรียกว่า เปสิ ฆณะ และปัญจสาขาหูดตามลำดับ กุมารนั้นนั่งยอง ๆ อยู่ในท้องมารดา และจะได้รับอาหารจากสายสะดือ ภายในท้องมารดานั้นร้องและแคบ

เมื่อถึงกำหนดที่ทารกจะคลอด มีลมชนิดหนึ่งพัดดันตัวออกมา และมีลมจากภายนอกพัดเข้าไป หากผู้ที่มาจากอบายภูมิจะร้องไห้เพราะหวนคิดถึงความลำบากแต่หนหลัง ซึ่งตรงข้ามกับผู้ที่มาจากสุคติภูมิจะหัวเราะเพราะนึกถึงความสุขสบาย ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นทำให้เลือดกลายเป็นน้ำนมสำหรับลูกได้ดื่มกิน การที่บุตรจะพูดภาษาใดนั้นก็แล้วแต่ภาษาที่บิดามารดาเจรจา หากนอกเหนือจากนี้บุตรจะพูดภาษาบาลี (อันนี้คือกัณฑ์ที่ว่าด้วยมนุสสภูมิ)

เท่าที่กล่าวมานี้เป็นกำเนิดของบุคคลธรรมดา ซึ่งต่างกับพระโพธิสัตว์ นับแต่เมื่อแรกอยู่ในครรภ์ของมารดา จะเป็นผู้รู้ตัวอยู่เสมอ และกายของพระองค์จะส่องแสงเรืองรองออกมา ตลอดเวลาที่พระองค์อยู่ในครรภ์ของมารดา หรือแม้แต่ในเวลาที่ปฏิสนธิ พระองค์จะไม่ได้รับความลำบากเหมือนบุคคลทั่วไป (เรื่องนี้มีอยู่ใน อินทสูตร อรรถกถาอินทกสูตร)

อุตตรกุรุทวีป : อุตตรกุรุทวีปมีขนาดกว้างได้แปดพันโยชน์ พื้นแผ่นดินนั้นราบเรียบไม่มีหลุมบ่อ มีต้นไม้ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขา มีค่าคบดังแกล้งทำไว้ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนในทวีปนี้ เขาเหล่านี้เป็นผู้ที่มีบุญยิ่งกว่าคนในทวีปอื่น ๆ มีรูปร่างงดงาม ไม่อ้วน ไม่ผอม ไม่สูง ไม่ต่ำ มีเรี่ยวแรงดี ชาวอุตตรกุรุทวีปเป็นผู้มีความสุขอยู่เป็นนิจ เพราะปราศจากเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่มีภยันตรายใด ๆ ทั้งจากธรรมชาติ หรือสัตว์ร้าย มาพ้องพาน และไม่มีเรื่องกังวลเกี่ยวกับการทำมาหากิน เพราะมีข้าวสารพันธุ์หนึ่งมีชื่อว่าสัญชาตสาลี ซึ่งสามารถนำไปหุงได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปลูก ตำ หรือฝัดเลย (เกิดขึ้นเอง) วิธีการหุงอาหารก็คือนำข้าวไปใส่หม้อ แล้วนำไปตั้งบนศิลาที่ชื่อโชติปาสาณ ซึ่งจะลุกเป็นไฟ ดับเองเมื่อข้าวสุก ถ้าจะประสงค์อาหารอื่นใดอาหารก็จะเกิดขึ้นได้เอง และถ้ามีความปรารถนาสิ่งใด เช่น แก้วแหวนเงินทอง เครื่องประดับ หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นที่ต้นกัลปพฤกษ์

ชาวอุตตรกุรุทวีปทั้งชายและหญิง เป็นผู้มีรูปร่างงดงามยิ่งนัก ผู้หญิงจะมีเส้นผลละเอียดอ่อน เพียงหนึ่งในแปดส่วนของเส้นผมชาวชมพูทวีป น้ำเสียงไพเราะ และจะไม่รู้จักแก่เฒ่าเลย ส่วนชายนั้นรูปร่างงดงาม มิรู้จักแก่เฒ่า เขาจะเที่ยวเล่นไปในที่ต่าง ๆ ด้วยความเพลิดเพลินใจ บ้างก็เล่นดนตรี ขับร้องฟ้อนรำ บ้างก็เล่นน้ำ และหากผู้ใดขึ้นจากน้ำจะมาหยิบเสื้อผ้า หรือเครื่องประที่วางไว้ริมฝั่งไปสวมใส่ โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ หญิงและชายเมื่อถูกใจกันก็จะอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรายาเป็นเวลาเจ็ดวัน จากนั้นก็มิได้เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป อายุของชาวอุตตรกุรุทวีปจะได้หนึ่งพันปี

ผู้หญิงชาวอุตตรกุรุทวีป เมื่อจะคลอดลูก จะไม่เจ็บท้อง หรือมีความทุกข์ทรมานแต่ประการใด และเมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว เขาก็มิ่ต้องเลี้ยงดู หากแต่นำเด็กนั้นไปวางที่ที่คนสัญจรไปมา ผู้ที่ผ่านมาพบเด็กอ่อน ก็จะเอานิ้วมือป้อนเข้าไปปาก น้ำนม และอาหารต่างๆ ก็จะบังเกิดขึ้นบุญของเด็ก ด้วยวิธีนี้เด็กจะเติบโตขึ้นมา และไปเข้ากลุ่มกันตามเพศของตน ในลักษณะนี้แม่และลูกจะไม่รู้จักกัน แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นเข้าก็จะไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเพราะเป็นผู้มีบุญ

เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ศพจะถูกนำไปวางไว้ที่แจ้ง และจะมีนกมาคาบศพไปทิ้งนอกทวีป ทั้งนี้ความเศร้างโศกจะไม่บังเกิดขึ้นเลย (แสดงว่าทวีปนี้ไร้อารมณ์มาก) ชาวอุตตรกุรุทวีปเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในเบญจศีล เมื่อตายแล้วจะไปเกิดแต่เฉพาะเมืองสวรรค์เท่านั้น

ต้นไม้ในอุตตรกุรุทวีปที่ควรแก่การกล่าวถึง คือ หญ้าที่ชื่อว่า ฉวินยา มีสีเขียวดำเหมือนดั่งแววนกยูง ละเอียดอ่อน นอกจากนี้มีลูกไม้ชื่อ ตุณหริกะ ซึ่งใช้เป็นภาชนะหุงข้าวซึ่งตั้งบนศิลาโชติปาสาณและต้นไม้ชื่อว่า มัญชุสกา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอุตตรกุรุทวีป (เรื่องราวของอุตตรกุรุทวีปมีประเด็นเล่าสู่เยอะมาก)


4. จงมีเมตตากรุณา - (พระสงฆ์ได้พูดถึงอุตตรกุรุทวีปว่าไม่มีเมตตา เพราะพ่อแม่อยู่ด้วยกันเจ็ดวัน และพอมีเด็กก็เอาเด็กมาทิ้งไว้ - ท่านภาสกรณ์ก็ช่วยสรุปอีกตามเคย - อาจารย์ก็เลยเสริมว่าคนที่ผ่านมาก็เอามือป้อนเข้าไปในปาก น้ำนมและอาหารต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น เด็กนี้ไม่ต้องได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ก็ได้ ก็หมายความว่าเติบโตขึ้นมาด้วยตัวเอง สังคมนี้ไม่ค่อยจะมีความเมตตาเท่าไหร่ - พระสงฆ์พูดไปถึงปัญหาจริยธรรม ในกรณีโสเภณี การทำแท้ง - อาจารย์ก็เลยบอกว่าเขามีกฎของเขามา เราอาจจะใช้มาตรฐานของเราไม่ได้) แต่สรุปแล้วพูดถึงเรื่องเมตตาก็น่าจะได้เพราะหลักจริยธรรมในนี้มีกล่าวถึง และการที่จะบรรลุนิพพาน, บรรลุฌาณสมาบัติได้ก็จะต้องมีเมตตาทั้งสิ้น


5. ทศพิธราชธรรม - มีการกล่าวถึงทศพิธราชธรรม (หนังสือของท่านเจ้าคุณธรรมปิฎก, หน้า 29-30)

    "พระญาจักรพรรดิราชนั้น ธ เป็นเจ้าเป็นนายแก่คนทั้งหลาย อันมีในแผ่นดินใหญ่สี่แผ่นดิน และแผ่นดินน้อยทั้งหลายสองพันอันมีขอบจักรวาฬนี้แล แลท่านนั้นย่อมอยู่ในทศพิธราชธรรมทุกเมือแล"

ที่อาตมาภาพตั้งเป็นข้อสังเกตเพราะว่า หลักทศพิธราชธรรมนั้น ที่จริงในคัมภีร์แต่เดิมท่านไม่ได้พูดถึงว่าเป็นธรรมะของพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดินั้นท่านมีจักรวรรดิวัตร กล่าวคือในจักกวัตติสูตร ที่ว่าด้วยเรื่องจักรพรรดิโดยตรง เมื่อพูดถึงพระเจ้าจักรพรรดิแล้วต้องพูดถึงจัรวรรดิวัตร (วัตรหรือหลักความประพฤติหรือหน้าที่ของจักรพรรดิ) ที่อรรถกถาแยกย่อยออกเป็น 12 ประการ ดังที่เราเรียกว่า จักรวรรดิวัตร 12 แต่ในไตรภูมิพระร่วงนี้ไม่ได้พูดถึงจักรวรรดิวัตรเลย ทั้ง ๆ ที่พูดถึงพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ไม่ได้พูดถึงทศพิธราชธรรม ทศพิธราชธรรมมาในชาดกเล่นที่ 28 แต่ในไตรภูมิพระร่วงนี้เอามาปนอยู่ในเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ ก็เป็นข้อสังเกตว่าคติเรื่องทศพิธราชธรรมคงจะเป็นที่รู้แพร่หลายกันในสมัยนั้นมาก

อันนี้ก็แสดงว่าได้มีการเน้นเรื่องพระเจ้าแผ่นดิน หรือกษัตริย์ผู้ครองนครหรือครองแคว้นหรือครองประเทศในขณะนั้นจะต้องมีทศพิธราชธรรม (ในหน้า 31 ได้กล่าวเอาไว้) "คนทั้งหลายนี้ยากที่จะเกิดมาเป็นคน ครั้นว่าเกิดมาได้เป็นท้าวเป็นพระญาดั่งชาวจ้าวทั้งหลายนี้ ย่อมมีบุญสมภารมากแล้ว จิงชาวจ้าวทั้งหลายรู้บุญรู้ธรรม รู้กลัวรู้อายแก่บาปนั้น จงนักเทิดจะคอยบังคับถ้อยความสิ่งอันใดก็ดี ด้วยใจอันซื่ออันชอบด้วยทางธรรม อย่าได้พ้นวันพ้นคืน…"

"…สรรพสัตว์ทั้งหลายอันมีชีวิตจิตวิญญาณ รู้ไหวรู้ติง ประดาว่ามดตัวหนึ่งก็ดี ปลวกตัวหนึ่งก็ดี มิควรฆ่าให้ตายเลย มาตราว่าคนผู้ใดทำร้ายกระทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็กี บ่มิควรข้าให้ตาย ควรสั่งสอนโนธรรมแล เพราะว่าปลงชีวิตสัตว์อันรู้ติงนั้นเป็นบาปร้ายนักหนา" (ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าลิไทไม่ทรงสนับสนุนการลงโทษประหารชีวิต ก็แสดงว่าทรงมีทศพิธราชธรรม)

"อันหนึ่งคือว่าทรัพย์สิ่งสินท่าน อันเจ้าของเขามิให้แก่ตน ชาวเจ้าอย่าควรเอา อันหนึ่ง ตนมิได้เอา แลใช้ให้ผู้อื่นเอาก็ดี มิควรใช้ให้ผู้อื่นเอาเลย…" (แปลว่าทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของตัวเอง ถ้าเป็นเจ้าเป็นนายเขาก็ไม่ควรถือเอาเป็นของตน อันนี้ก็ปรากฏในศิลาจารึกด้วย)

"อันหนึ่ง อันว่าเหล้านั้นแล สูชาวเจ้าทั้งหลายอย่าพึงคบหากันกินเลย ถ้าแลว่าผู้ใดคบหากันกินเหล้าไซร้ บาปนั้นจะให้ตกนรก…เมื่อพ้นจากนรกขึ้นมาได้ เป็นผีเสื้อห้าร้อยชาติ (หมายความว่าถ้ากินเหล้า ขึ้นจากนรกแล้วพวกที่ชอบกินเหล้ามาก ๆ จะเกิดมาเป็นผีเสื้อ) แลเป็นสุนัขบ้าห้าร้อยชาติ แม้เกิดเป็นคนไส้ ก็เป็นบ้า…" (เพราะฉะนั้นเขายังสอนว่าอย่ามัวเมาในอบายมุขด้วย)


เพราะฉะนั้นกษัตริย์พระมหากษัตริย์ครองสุโขทัยต้องมีทศพิธราชธรรม - ทศพิธราชธรรมนี้มาจากหนัยอ่ะ Huh - มาจากอินเดียหรือป่าว Huh - ผ่านมาทางเขมรหรือป่าว Huh - หรือว่าเป็นของไทย Huh - พระภาสกรณ์อธิบายอ่ะ - มาจากอินเดีย โดยผ่านมาทางเขมรโบราณ แล้วมายังไทยใช้อ๊ะป่าว Huh - มาจากลังกาด้วย Huh - พระภาสกรณ์อธิบายอีกแล้วอ่ะ


มาดูในประเด็นทศพิธราชธรรมต่อในหน้า 33 "อันหนึ่ง ด้วยเอาสินส่วนแก่ราษฎรทั้งหลายไส้ ให้เอาโดยโบราณท้าวพระญาทั้งหลายแต่ก่อน อันนั้นแลผู้เถ้าผู้แก่ทั้งหลายสรรเสริญว่าชอบธรรมนั้น บ่มิควรเอายิ่งเอาเหลือไปเลย ผิว่าเราเอาของเขาให้ยิ่งให้เหลือไปไส้ แลท้าวพระญาผู้ใดแลจะมาเสวยราษฎร์ภายหน้าเรานั้น จักได้เอาเป็นอย่างแลธรรมเรียนมีสืบ ๆ กันไป แลจะได้บาปแก่เรานี้นักหนา เพราะว่าเราทำความอันมิชอบธรรมฝูงนี้ไว้กับแผ่นดินแล" (หมายความว่าอย่าไปเอาทรัพย์สินของราษฎร, อย่าไปเอาทรัพย์สินทั้งหลาย เราจะไม่มีการเก็บภาษีราษฎร อันนี้คือเมืองสุโขทัยโบราณจะไม่มีการเก็บภาษี จะไม่มีการเก็บภาษีราษฎรมาเป็นของเรา ใครค้าช้างค้า ใครจะค้าขายอะไรก็เอาเข้ามาค้าขายในเมืองสุโขทัยได้ เพราะส่งเสริมการค้าแบบเสรี - ท่านภาสกรณ์เอาอีกแล้วอ่ะ - เรื่องการเก็บภาษีนั้นอาจารย์สันนิษฐานว่าไม่มีการเก็บภาษีในสมัยช่วงต้นนั้นเพราะไม่ปรากฏในจารึก แต่ไม่ทราบว่าในมัยพญาลิไทอาจจะเริ่มเก็บ เพราะไม่พบหลักฐาน)


แล้วท่านเจ้าคุณธรรมปิฎกยังบอกอีกว่า (หน้า 34) "ศีลธรรมหรือหลักความประพฤติสำหรับราษฎรหรือไพร่ฟ้าข้าไท ท่านไม่ได้สอนไว้เฉพาะเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก แต่สอนรวมอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับกรรมที่คนทุกคน ไม่ว่าชั้นใด เมื่อทำแล้วก็ต้องได้รับผลเสมอเหมือนกัน…" เพราะฉะนั้นอย่างเมื่อกี๋ที่พูดกันคือท่านไม่ได้สอนว่าจงทำอย่างนี้ ๆ แต่ว่ามันแฝงอยู่ในลักษณะของการกล่าวว่า ถ้าทำอย่างนี้, การกระทำอย่างแล้วจะไปตกนรกขุมใด แต่ท่านไม่ได้ปรามว่าอย่าทำอย่างนี้ แต่เป็นคำกล่าวอ้อม ๆ ว่าถ้าทำเราทำอย่างนี้ เราไปฆ่า, เราไปเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่นแล้วเราก็จะตกนรกอยู่ในระดับใด เพราะฉะนั้น "คำสอนอย่างนี้ก็จะกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ในรูปของกรรมที่ทำให้ไปเกิดในภูมินั้น ๆ เช่นในตอนที่ว่าด้วยนรกใหญ่ กล่าวถึงกรรมชั่วที่เป็นเหตุให้ไปเกิดในภูมินั้นว่า


คนผู้ใดเกิดขึ้นมาแล้วบ่รู้จักบาปจักบุญ แลบ่มิรู้จักคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แลบ่มิได้ให้ทาน ตระหนี่ทรัพย์ แลเมื่อท่านจะอวยทานไส้มักห้ามปรามท่าน (ใครจะทำบุญแล้วไปห้ามเขาไว้) อันหนึ่ง มันบ่มิรู้รักพี่รักน้อง บ่มิรู้เอ็นดูกรุณา เทียรย่อมเข้าสิงสัตว์อันรู้ติง แลลักเอาสินท่าน อันท่านเจ้าสินบ่มิให้แก่ตน มักทำชู้ด้วยเมียท่าน แลลอกลักรักเมียท่านผู้อื่น แลเจรจาเหลาะแหละลุ่ยล่าย มักกล่าวความร้ายส่อเสียดเบียดเบียนท่าน (อันนี้คือการประพฤติผิดด้วยการส่อเสียด) กล่าวความสระประมาทท่าน (สบประมาท) แลกล่าวความหยาบช้ากล้าแข็ง ให้ท่านบาดเนื้อผิดใจ ให้ท่านได้ความเจ็บอาย แลกล่าวความมุสาวาทเหลาะแหละรุ่ยร่ายอันบ่มิเป็นประโยชน์เป็นติรัจฉานกถา แลมักกินเหล้าเมามาย แลบ่มิยำผู้เถ้าผู้แก่ (มิยำเกรงคนแก่) สมณพราหมณจารย์ อันว่าคนผู้กระทำร้ายฉันนี้ไส้ ครั้นว่าตายไป ก็ได้ไปเกิดในนรกอันใหญ่แปดอันนั้นแล อันว่าความอันเขาเจ็บปวด ทนทุกขเวทนาแห่งเขานั้น จักกล่าวมิได้เลย" (เพราะฉะนั้นใครที่กระทำตามนี้จะต้องไปตกนรกในระดับต่าง ๆ แล้วก็ยังได้กล่าวถึงเรื่องเปรตต่าง ๆ ด้วย)


6. จงมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้เฒ่าผู้แก่
(มีการพูดถึงบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ แบ่งออกเป็น จงมีความเสียสละ แบ่งปัน,จงมีความกตัญญู ถ้าคนที่เป็นคนไทยแต่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ การที่เขาทำกริยาส่อเสียด พูดจาไม่ดีแล้วเขาจะผิดมั๊ย - เขาจะตกนรกมั๊ย Huh - หรือเขาจะไปตกนรกฝรั่ง - พระสงฆ์ตอบอ่ะ - แล้วถ้าเขานับถือคริสต์แล้วคริสต์นั้นสารภาพบาปได้ - เถียงกันใหญ่เลยอ่ะ - พูดไปถึงเรื่องการสารภาพบาป


7. จงมีความเสียสละ


8. จงมีความกตัญญู


อาจารย์ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิพระร่วงนั่นเอง - ประเด็นที่น่าสนใจก็คือจากพ่อขุนมาเป็นพญา ก็แสดงถึงอำนาจที่เข้มแข็งของพระมหากษัตริย์ แต่สมมติเทพนั้นยังไม่มา (ไม่แน่ใจตรงนี้) แต่สมมติเทพมาเมื่ออยุธยาตั้งเป็นราชธานี แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าเริมมีอิทธิพลของอินเดีย (สมมติเทพคืออินเดีย) โดยผ่านมาทางขอมหรือเขมรโบราณ แต่มันยังไม่ชัด ตรงอยุธยาจะชัดกว่า พออยุธยาแล้วกษัตริย์กลายเป็นพระเจ้าเลย เช่น พระเจ้าอู่ทอง ในมัยสุโขทัยเราไม่เรียกพระเจ้ารามคำแหง เราเรียกพ่อขุม แต่พอมาถึงพญาลิไท ไม่ใช่พ่อขุนลิไทแล้ว แต่เป็นพญา ก็แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่แน่ใจว่าอิทธิพลของสมมติเทวราชนั้น เท่าที่ศึกษาประวัติศาสตร์มา มันเข้ามาตรงอยุธยา แต่ตรงสุโขทัยนั้นไม่แน่ใจว่ามีอิทธิพลแค่ไหน แต่การที่จะดูว่าจากพ่อขุนมาเป็นพระยามันมีอิทธิพลของสมมติเทวราชที่กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น เราจะดูได้มั๊ยเราก็ต้องศึกษากันต่อไปว่าความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร - อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นเทคนิคอันหนึ่งที่ท่านสอนให้คนทำดี และจะให้ได้ผลก็ต้องมีการให้เห็นอย่างชัดเจนว่านรกสวรรค์มีจริง แต่อาจารย์นิยดาได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไตรภูมิพระร่วงยังไม่มีอิทธิพลต่อสังคมสุโขทัยมากเท่าใดนัก (อันนี้เราพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันมีมากหรือมันมีน้อย เพราะเราก็ได้แค่จดจำจารึกกันต่อ ๆ มา คือในสมัยพญาลิไทเองอาจจะยังไม่สำคัญมากเพราะพึ่งออกมา แต่ในสมัยหลังอาจจะเพิ่มความสำคัญมาก) และอาจจะเป็นไปได้เช่นกันว่าสมัยอยุธยาก็เอาไตรภูมิพระร่วงมาทำให้เกิดความสำคัญขึ้น มาทำให้เป็นที่นิยมเพื่อจุดประสงค์อันนี้ด้วยเหมือนกัน คือทำให้คนเป็นคนดี ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะมีการศึกษาไตรภูมิพระร่วงกันอย่างจริงจังในมัยอยุธยา ส่วนในสมัยสุโขทัยอาจจะเป็นเพราะว่ายังเป็นของใหม่อยู่ และอักษรที่จารึกก็เป็นอักษรขอมเดิม แต่ต่อมาก็มีบางฉบับที่เป็นอักษรไทย ก็เลยอาจจะเกิดคนไม่อยากจะอ่าน เพราะคนมีการศึกษาก็ไม่มากนัก อาจจะเป็นไปได้ว่าอยุธยาเอามาทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ประเด็นที่ว่าอำนาจของกษัตริย์ อาจจะเป็นไปได้มั๊ยที่กษัตริย์ใช้ไตรภูมิพระร่วงหรือใช้พระพุทธศาสนา, คำสอนทางศาสนาทำให้ประชาชนอยู่ในโอวาทก็เป็นส่วนหนึ่ง (ก็อาจจะเป็นได้) ก็อาจจะเป็นไปได้ในลักษณะของการปกครองก็มีการทำให้ประชาชนอยู่ในโอวาท ถ้าจะทำให้ได้ผลจริง ๆ ก็ต้องเอาศาสนาเข้ามาช่วย - อย่างไรก็ดีเมื่อคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ที่อู่ทอง แล้วมาตั้งที่อยุธยาก็ได้นำเอาส่วนดี ๆ บางส่วนของสุโขทัยไปด้วย เพราะสุโขทัยก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา ก็อาจจะเป็นไปได้ที่มีการนำเอาวรรณคดีของสุโขทัย, ของดี ๆ ไปศึกษาอีกครั้งที่อยุธยา.(จบ)
บันทึกการเข้า




₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #5 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 22:58:26 »

ไม่รู้จะมีใครมาอ่าน เตภูมิกถา ป่าว  Undecided Undecided Undecided Undecided Undecided Undecided Undecided
บันทึกการเข้า




จัมโบ้
คณะที่ปรึกษาอาวุโส
ผู้จัดการใหญ่
******

คะแนนถูกใจสะสม 18


กระทู้: 7614


ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน


« ตอบ #6 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 22:59:33 »

เยอะจังอ่ะ Shocked Shocked Shocked  เมื่อไรอ่านหมดล่ะเนี่ย   Embarrassed Embarrassed Grin
บันทึกการเข้า

สู้จนกว่าจะชนะ


สวัสดีค่ะ...คุณบุคคลทั่วไ
₡a$i₦o €Gold₦oMic
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 713


กระทู้: 16355



« ตอบ #7 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2008, 23:16:58 »

เยอะจังอ่ะ Shocked Shocked Shocked  เมื่อไรอ่านหมดล่ะเนี่ย   Embarrassed Embarrassed Grin

ย่อจาก 300 กว่าหน้าแล้วนะครับ  Undecided Undecided Undecided Undecided Undecided
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!