R@nthong.com
21 ตุลาคม 2014, 09:10:36 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 37   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข่าวราคาทอง 9/10/08  (อ่าน 79106 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 16:22:02 »

ทองไนเม็กซ์ปิดทะยาน .20
Source - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (Th)

Wednesday, July 02, 2008  09:01
21906 XTHAI XGEN BRKN V%NETNEWS P%WPTD

          ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ (1 ก.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่ร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร เนื่องจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางยุโรปจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกือบแตะระดับ 141 ดอลลาร์/บาร์เรล

          สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดที่ 944.50 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 16.20 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบ 923.80-948.50 ดอลลาร์

          ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 18.290 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 78.00 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 2.8 เซนต์ ปิดที่ 3.9105 ดอลลาร์/ปอนด์

          ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 2,088.70 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 16.70 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 472.05 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.30 ดอลลาร์

          ทองคำได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากนายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ค.นี้ หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิ.ย.ของยุโรปขยายตัวขึ้น 3.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นสถิติที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2535--จบ--



          ที่มา: http://www.posttoday.com
"Thank You" from 1 Member
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ตุลาคม 2008, 09:58:16 โดย amy » บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 16:23:45 »

เจ้าสัวซีพีชี้ชาติอยู่ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์
Source - เว็บไซต์คมชัดลึก (Th)

Wednesday, July 02, 2008  02:47
30787 XTHAI XFRONT TDAY V%NETNEWS P%WKC

          เจ้าสัวซีพี ชี้ชาติอยู่ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนาพุทธ และทหาร ระบุการเมืองไทยไม่นิ่ง ปรับ ครม.บ่อยไป ทำให้เศรษฐกิจถดถอย ลั่นหากมีอำนาจจะปรับเงินเดือนให้ข้าราชการเท่ากับราคาสินค้า

          เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” มี พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ต้อนรับ พร้อมด้วยข้าราชการกองทัพเรือเข้าร่วมรับฟังประมาณ 500 คน

          นายธนินท์กล่าวว่า ประเทศไทยมีมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเรามีสถาบันกษัตริย์ มีศาสนาพุทธ และมีทหารที่เข้มแข็ง หากไม่มีสถาบันกษัตริย์ ไม่มีทหารที่เข้มแข็งอยู่คู่กับประเทศไทย ก็คงไม่มีวันนี้ แม้ว่าเราไม่ก้าวทันโลก แต่เราก็มีพื้นฐานพอไปได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้เราไม่น้อยหน้ากว่าประเทศอื่น เรามีข้าราชการที่เข้มแข็ง มีความรู้สูง แต่การเมืองเรายังไม่นิ่ง มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยเกินไป แต่ยังไม่สายเกินแก้ เพราะในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยเจอว่าสินค้าทางการเกษตรของเราจะมีโอกาสเช่นนี้ เราละเลยกันมาตลอด คิดว่าอาหารมนุษย์ไม่สำคัญเท่าน้ำมันหรือพลังงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง พลังงานมนุษย์สำคัญยิ่งกว่าพลังงานของเครื่องจักร และวันนี้สินค้าเกษตรยังถูกกดราคา

          นายธนินท์กล่าวว่า การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีบ่อยทำให้เศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งหากมีการจัดระบบชลประทานได้สมบูรณ์แบบแล้ว จะทำให้ประเทศไทยสามารถปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 25 ล้านไร่ เป็น 67 ล้านไร่ และพื้นที่ที่เหลือ 42 ล้านไร่ จะสามารถนำไปปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มได้ การที่รัฐบาลไม่สามารถใช้โอกาสที่ข้าวในตลาดโลกมีราคาสูงให้เป็นโอกาสแก่ชาวนาไทยได้ และทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำ จะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังที่มีราคาดีกว่าหมด และหากไม่มีระบบบริหารจัดการรองรับที่ดี ราคามันสำปะหลังก็จะตกต่ำเช่นกัน

          “อยู่ ๆ ก็ประกาศว่า จะให้ราคา 1.4 หมื่นบาท ผู้รับซื้อจะมีเงินพอหรือไม่ ที่เก็บข้าวพอหรือไม่   ข้าวที่เราต้องมีสำรองไว้ 2-4 ล้านตัน ถ้ารัฐบาลวางแผนไม่ดี ถึงตอนที่ข้าวราคาถูกแน่นอน ประเทศเราเสียหาย แต่ถ้าวางแผนให้ดี ข้าวไม่มีวันราคาถูก ข้าวมีแต่จะแพงกว่าน้ำมัน ในโลกนี้บริโภคข้าว 400 กว่าล้านตันและขาดแคลนทุกปี กินมากกว่าเพิ่มผลผลิต ทุกประเทศเห็นว่าข้าวถูก เลยไม่ซื้อไว้มาก ต่อไปประเทศไทยต้องกักตุนไว้บ้าง สัก 6 ล้านตัน ดินฟ้าอากาศแปรปรวนแบบนี้ เผื่อเกิดความเสียหาย คนไทยก็ยังมีข้าวกิน” นายธนินท์กล่าว

          นายธนินท์กล่าวด้วยว่า เป็นห่วงเรื่องค่าครองชีพสูง หากเปรียบเทียบกับทองคำ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท ข้าราชการมีเงินเดือนที่ได้รับอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาท ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วอาจจะซื้อได้ประมาณ 3-4 บาท ปัจจุบันข้าราชการที่จบใหม่ได้รับเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่ปัจจุบันทองคำอยู่ที่ 1.2-1.5 หมื่นบาท ซึ่งซื้อได้ประมาณ 1-2 สลึงเท่านั้น ดังนั้นจะเห็นว่าเงินเดือนข้าราชการต่ำไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ

          “ไม่เห็นด้วยที่จะไปขึ้นค่ารถเมล์ ควรจะนำเงินดังกล่าวมาขึ้นให้แก่ข้าราชการจะดีกว่าแน่นอน ถ้าหากรถเมล์ขึ้นราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ผมมีโอกาสขึ้นรถเมล์วันละประมาณ 4 เที่ยวต่อวัน หากรถเมล์ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะเหลือเพียง 2 เที่ยวได้ และเปลี่ยนมาเดิน หรือใช้วิธีอื่นเพื่อประหยัด ที่ผ่านมาไม่เคยพูดถึงว่าประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีรายได้ขั้นต่ำเท่าไร มีเพียงแต่หัวเมืองต่างๆ แต่ไม่พูดถึงเกษตรกร นักการเมืองคิดแต่เอาใจคนในเมือง หลายคนพูดว่าคนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล แต่คนในเมืองขับไล่รัฐบาล ดังนั้นจะต้องคิดถึงคนส่วนใหญ่ของชาติ” นายธนินท์กล่าว

          นายธนินท์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะต้องให้ประชาชนมีรายได้สูง และปล่อยราคาสินค้าให้ลอยตัว เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้สูง รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น การไม่ปล่อยให้ราคาสินค้าลอยตัว เป็นความล้าหลังของกระทรวงพาณิชย์ เราต้องคำนึงถึงผู้ผลิตด้วย ไม่ใช่เราซื้อของถูก แต่ผู้ผลิตอยู่ไม่ได้ หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพื่อขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการก็ไม่ใช่เรื่องผิด เวลานี้ไม่ต้องพูดเรื่องเงินเฟ้อแล้ว แต่ที่เป็นห่วงคือเรื่องเงินฝืด

          “ตอนนี้ผมห่วงเศรษฐกิจของไทย จะประสบกับภาวะเงินฝืดมากกว่าเงินเฟ้อ หลังจากที่ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ประชาชนขาดกำลังซื้อ ดังนั้นรัฐบาลควรใช้ทฤษฎีสองสูง คือ ประชาชนมีรายได้สูงและสินค้ามีราคาสูง เพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด และไม่ควรนำเงินภาษีไปอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับเรือประมง แต่ควรไปซื้อปลาจากชาวประมงในราคาสูงแทน และถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องใช้แรงงานประเทศอื่น ไม่ใช่ออกไปขายแรงงานในต่างประเทศ รวมทั้งควรส่งออกองค์ความรู้ต่างๆ ด้วย“ นายธนินท์กล่าว และว่าถ้ามีอำนาจจะปรับเงินเดือนข้าราชการ ให้เท่ากับราคาสินค้าที่สูงขึ้นในเวลานี้--จบ--



          ที่มา: http://www.komchadluek.net
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #2 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 16:25:19 »

กูรูคอมโมดิตี้ "จิม โรเจอร์ส"แนะนักลงทุนเลี่ยงซื้อดอลล์ ชี้สินค้าโภคภัณฑ์น่าลงทุนที่สุดปีนี้
Source - IQ Biz (Th)

Monday, June 30, 2008  13:15
20845 XTHAI XECON XCORP XCOMMOD XINTER V%WIREL P%IQ

          อินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 51)--จิม โรเจอร์ส นักลงทุนชื่อดังในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และได้รับการยอมรับว่าเป็นกูรูด้านเศรษฐกิจระดับแนวหน้าของโลก แนะนำว่า นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และหันไปลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งโรเจอร์สมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในปีนี้
          โรเจอร์สซึ่งเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเม.ย.ปี 2549 ว่า ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาทองคำจะทะยานขึ้นแตะระดับ 1,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้แสดงความเห็นครั้งล่าสุดเกี่ยวกับสกุลเงินดอลลาร์ในการประชุมที่กรุงเซี่ยงไฮ้ในวันนี้
          "นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการซื้อดอลลาร์ในทุกกรณี การลงทุนที่ดีที่สุดในปี 2551 คือสินค้าโคภัณฑ์และทรัพยากรธรรมชาติ ผมคาดว่าราคาสินค้าทางการเกษตรจะพุ่งขึ้นอีกใน 10 ปีข้างหน้า เราขาดแคลนทุกอย่าง รวมทั้งพืชผล" โรเจอร์สกล่าว
          ดอลลาร์ร่วงลงแล้ว 6.7% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร และดิ่งลง 5.2% เมื่อเทียบกับเงินเยนในปีนี้ นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งเพื่อยับยั้งเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้ถดถอย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีที่แล้ว และราคาทองคำทะยานขึ้น 41% สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #3 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2008, 16:30:44 »

บทความที่ผมเขียนลงในหนังสือพิมพ์ครับ

จากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับจากตลาดอนุพันธ์นั้น สัญญาของฟิวเจอร์สทองคำที่จะมีการซื้อขายกันในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ จะคิดราคาซื้อขายอ้างอิงเป็นเงินบาท โดยแปลงมูลค่ามาจากราคาทองคำที่ซื้อขายในตลาดสำคัญๆในต่างประเทศที่เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้นปัจจัยที่จะชี้ทิศทางของราคาฟิวเจอร์สทองคำในบ้านเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ทิศทางราคาทองคำ และทิศทางค่าเงินบาทเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยน้ำหนักควรจะให้ความสำคัญกับทิศทางราคาทองคำมากกว่า เนื่องจากโดยเฉลี่ยการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของค่าเงินบาทไม่ควรจะถูกละเลยเสียทีเดียว เพราะโดยปกติการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและราคาทองคำมักจะสวนทางกัน โดยถ้าค่าเงินบาทแข็งขึ้น ราคาทองคำก็อ่อนลงได้ หรือถ้าค่าเงินบาทอ่อนลง ราคาทองคำก็อาจจะแข็งขึ้นได้ เพราะราคาทองคำมักเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์ รูปแบบการเคลื่อนไหวที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ราคาทองคำที่คิดเป็นเงินบาทจะผันผวนน้อยกว่าราคาทองคำที่คิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์ โดยผมมีหลักคิดราคาที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเงินบาทง่ายๆ ดังนี้ เช่น สมมติเมื่อคืนเราเห็นราคาทองทำปรับตัวขึ้น 10 เหรียญ เราก็นำค่าเงินบาทคูณเข้าไป เช่น อยู่ที่ 33 บาท/ดอลลาร์ ก็จะได้ 330 บาท แล้วก็หารด้วย 2 ได้ 165 บาท ที่ต้องหารสอง เพราะน้ำหนักทอง 1 บาทจะประมาณครึ่งหนึ่งของ 1 ออนซ์ ฉะนั้นสมาคมค้าทองคำก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาทองคำแท่งขึ้นอีกประมาณ 150 บาทนั้นเอง
ต่อไปนี้เราจะมาเริ่มจากปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทก่อน การที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่านั้น ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องดูที่กระแสเงินทุนไหลเข้ากับไหลออก ถ้าเมื่อไรที่กระแสเงินทุนไหลเข้ามากกว่าไหลออก ค่าเงินบาทก็จะแข็งขึ้น และก็เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามเมื่อกระแสเงินทุนไหลออกมากกว่าไหลเข้า เรามาดูอะไรที่อธิบายได้ง่ายๆและชัดเจนที่สุด ก็คือ “ดุลการค้า” เมื่อไรที่เราเกินดุลการค้า คือส่งออกมากกว่านำเข้า เงินดอลลาร์ที่จะไปแลกเป็นเงินบาทมันมากกว่าเงินบาทที่จะไปแลกเป็นเงินดอลลาร์ กระแสเงินทุนก็เป็นไหลเข้า ค่าเงินก็มีพื้นฐานที่จะทำให้มันแข็งค่าขึ้น นอกจากนั้นเราก็ต้องดูในส่วนของ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” เพราะเราไม่ได้ขายหรือซื้อแต่สินค้า ยังมีส่วนของการซื้อขายบริการ รายได้ และเงินโอนอื่นๆอีก สิ่งเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้อุปสงค์และอุปทานของค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงไปได้ การเกินดุลมากๆก็จะทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้น บางคนเข้าใจผิดคิดว่าถ้าเงินสำรองระหว่างประเทศสูงๆแล้วค่าเงินจะแข็งและมีเสถียรภาพ จริงๆแล้วเงินสำรองระหว่างประเทศคือ “ผล” ส่วน “เหตุ” คือกระแสเงินลงไหลเข้าที่ทำให้ค่าเงินแข็ง แล้วเงินสำรองฯจึงสูงขึ้น บางคนบอกว่าเงินสำรองฯสูงสามารถต่อสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินได้ ต้องบอกเงินสำรองเรานั้น มันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบเงินหมุนเวียนที่อยู่ในตลาดโลกเรานี้ ไม่มีทางจะต่อสู้ได้เลย
อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าการเกินดุลต่างๆนั้นมันเป็นแค่พื้นฐานที่จะทำให้ค่าเงินสามารถแข็งขึ้นเท่านั้น ตัวหลักจริงๆคือกระแสเงินลงทุน ทั้งลงทุนทางตรงและลงทุนผ่านหลักทรัพย์ รวมถึงเงินให้กู้ยืม เพราะขนาดของมันใหญ่กว่ามูลค่าการเกิดดุลต่างๆมากนัก แล้วคำถามต่อไปก็คือ อะไรที่จะดึงดูดให้เงินเหล่านี้ให้ไหลเข้ามาล่ะ มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะและได้ข้อสรุปง่ายๆคือ เงินทุนจะไหลไปยังประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และต่อเนื่อง ประกอบกับมีมูลค่าของสินทรัพย์ที่เติบโตตามมูลค่าของตลาดโลก หรือมีเงินเฟ้อที่เหมาะสม ถ้าพิจารณาสถานการณ์เราในปัจจุบัน ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจาก 31 บาท/ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 33.5 บาท/ดอลลาร์ สาเหตุก็มาจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้เสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจลดน้อยลง ตรงกันข้ามกับนิยามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างชัดเจน กระแสเงินลงทุนจึงไหลออก
มีวิธีหนึ่งที่จะใช้ตรวจสอบทิศทางกระแสเงินลงทุนอย่างง่ายๆอย่างรวดเร็ว คือ การดูทิศทางราคาของหุ้นและพันธบัตร ถ้าปรับขึ้นทั้งหรือลงทั้งคู่ ก็บ่งชี้ว่าเงินกำลังไหลเข้าหรือไหลออก ตามลำดับ ถ้าตัวหนึ่งขึ้นอีกตัวหนึ่งลงจะไม่ชัดเจนในแง่กระแสเงินลงทุน อาจเป็นเพียงการย้ายสินทรัพย์การลงทุนเมื่อเห็นว่าสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเท่านั้น
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:22:42 »

ภาวะตลาดทองคำ NYMEX: ราคาทองปิดบวก $2 หลังดอลล์อ่อน,ราคาน้ำมันพุ่งแรง
Source - IQ Biz (Th)

Thursday, July 03, 2008  07:40
18301 XTHAI XECON XCORP XCOMMOD XINTER NYMEX/GOL MARR V%WIREL P%IQ

          อินโฟเควสท์ (03 ก.ค. 51)--ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น 2 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ (2 ก.ค.) เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับยูโรช่วยกระตุ้นนักลงทุนให้เข้าซื้อทองคำ นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้
          สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดที่ 946.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.00 ดอลลาร์ หลังจากปรับตัวในช่วง 933.50-947.90 ดอลลาร์
          ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 18.425 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 13.50 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 13 เซนต์ ปิดที่ 4.0405 ดอลลาร์/ปอนด์
          ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค.ปิดที่ 2,077.00 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 11.70 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดที่ 470.00 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.05 ดอลลาร์
          นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำหลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับยูโรและสกุลเงินหลักๆ ซึ่งเป็นผลมาจากรายงานของ ADP ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้บริการด้านข้อมูลจ้างงานของสหรัฐ ที่ระบุว่า ภาคเอกชนของสหรัฐปรับลดตำแหน่งงานลง 79,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เดือนพ.ย.2544
          นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบตลาด NYMEX ที่พุ่งขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์ หลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบร่วงลงเกินคาด และจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.0-2253-5050 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th--
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #5 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:25:02 »

ทองคำแตะบาทละหมื่นห้าแล้ว
Source - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (Th)

Thursday, July 03, 2008  07:31
34773 XTHAI XGEN GEN V%NETNEWS P%WPTD

          โพสต์ทูเดย์ — ราคาทองคำในประเทศ ทยานแตะบาทละ 15,100 บาทแล้ว

          เมื่อวานนี้ ราคาทองคำในประเทศแตะราคาบาทละ 15,100 บาทแล้ว หลังจากที่มีนักวิเคราะห์ทำนายมาตลอดว่าราคาทองคำในประเทศจะสูงถึงระดับนี้

          ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าทองคำรายงานราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่บาทละ 14,386.89 บาท ขายออก 15,100 บาท ส่วนราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 14,600 บาท ขายออก 14,700 บาท

          นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำผันผวนและอาจอยู่ระดับนี้อีก 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าระยะเวลาอันสั้นราคาจะขยับเกินสถิติในวันที่ 17 มี.ค. 2551 ที่ราคา 15,200 บาท อีกเล็กน้อย แต่คงไม่ถึงบาทละ 1.6 หมื่นบาท

          นายจิตติ กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังราคาอาจจะมีการผันผวนปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว และกองทุนมีการเก็งกำไรทองคำมากขึ้น ขอเตือน นักลงทุนว่า เมื่อราคาขึ้นเร็วก็จะ ลดเร็ว ควรระวังความเสี่ยง

          ทั้งนี้ ในวันที่ 17 มี.ค. หลังจากราคาทองคำสูงสุด เพียง 1 วันราคาทองคำก็ปรับลดลง 1,000-2,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่า หากเก็งกำไรก็อาจมีความเสี่ยง

          “คิดว่าทองคำคงเริ่มสูงขึ้น แต่ไม่น่าจะเกิน 1.6 หมื่นบาท ขึ้นกับค่าเงินบาทด้วยว่าจะอ่อนหรือแข็งอย่างไร คงมากกว่า 15,200 บาท แต่คงไม่สูงกว่านั้น หากช่วงนี้สามารถขายทำกำไรได้ ก็จะนำออกมาขาย” นายจิตติ กล่าว

          นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวต่ออีกว่า ราคาทองคำที่เป็นขาขึ้นนี้ลูกค้าจะมาขายมากกว่ามาซื้อ เพราะราคาจูงใจ การซื้อขายทองขณะนี้ประชาชนก็นิยมซื้อขายทองคำแท่งมากกว่าทองคำรูปพรรณ เพราะมีราคาถูกกว่า เนื่องจากไม่มีค่ากำเหน็จ

          สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดฮ่องกงเทียบปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 937.57 เหรียญสหรัฐ/ทรอยออนซ์ ปรับตัวขึ้น 5.02 เหรียญสหรัฐ--จบ--



          ที่มา: http://www.posttoday.com
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #6 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:28:57 »

คนแห่เก็งกำไรดันราคาทองคำพุ่ง
Source - เดลินิวส์ (Th)

Wednesday, July 02, 2008  17:11
56502 XTHAI XECON V%PAPERL P%DND

          นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำในช่วงนี้ว่า มีความผันผวน เนื่องจากเฮจฟันด์ต่างประเทศมีการเก็งกำไรทองคำกันมากทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกในวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 921 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมอยู่ที่ 880 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งทำให้ราคาทองคำแท่งเฉลี่ยอยู่ที่บาทละ 14,500 บาท และทองคำรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 14,900 บาท จากเดิมที่ทองคำแท่งบาทละ 14,150 บาท และทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 14,500 บาท
          นอกจากนี้เห็นว่าในช่วงไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) และไตรมาส 4 (ต.ค.-ธ.ค.) นี้ คาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ราคาทองคำแท่งในประเทศอยู่ที่บาทละ 15,000 บาท และราคาทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 15,400 บาท อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันราคาทองคำอยู่ระดับสูง เพราะกองทุนต่างประเทศมีการปั่นราคาเพื่อเก็งกำไรกันมาก ดังนั้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวัง “ในอนาคตราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นกับค่าเงินบาทโดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงทุก 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 400 บาท”
          สำหรับยอดขายทองคำในช่วงนี้ปรับตัวลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และขณะนี้ราคาน้ำมันสูงประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่ายทำให้การซื้อทองเพื่อเก็บออมลดลง โดยเฉพาะทองรูปพรรณ ส่วนทองคำแท่งยังเป็นที่นิยมของนักลงทุน เพราะราคาซื้อถูกกว่าราคาทองรูปพรรณประมาณบาทละ 400 บาท และขายได้ราคาดีกว่า ทั้งนี้แม้ว่าการขายทองคำจะซบเซา แต่ยังไม่มีร้านค้าทองปิดกิจการเป็นผลมาจากร้านค้ามีรายได้จากการรับจำนำทองคำกันมาก
          ทั้งนี้ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ จะหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บริษัท ตลาดอนุพันธ์ เกี่ยวกับการเปิดซื้อขายฟิวเจอร์ทองคำ หรือการซื้อขายทองคำล่วงหน้าว่ามีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้มีการเปิดตลาดฟิวเจอร์ทองคำ เพราะนักลงทุนรายย่อยเล่นพนันกันมากขึ้น แต่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์ค้าทองคำในเอเชียมากกว่า และสมาคมฯได้มีการศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว โดยเห็นว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และถ้ารัฐบาลสนับสนุนจะทำให้ศูนย์ดังกล่าวเห็นผลเป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น.--จบ--

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 2551--
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #7 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:31:48 »

น้ำมันดิบพุ่งขึ้นทำนิวไฮที่ 144.32 ดอลล์
Source - เว็บไซต์สำนักข่าวเนชั่น (Th)

Thursday, July 03, 2008  08:30
7033 XTHAI XGEN V%NETNEWS P%WNO

          ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นสู่สถิติสูงสุดใหม่ในวันพุธในขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงาน (EIA) ของสหรัฐรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว
          ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.60 ดอลลาร์ หรือ 1.84 %มาปิดตลาดที่ 143.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 140.01-143.91ดอลลาร์ โดยหลังจากตลาด NYMEX ปิดทำการ ราคาน้ำมันดิบได้ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่144.32 ดอลลาร์

          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #8 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:37:07 »

"โกร่ง"เตือน"ธปท."คุมเงินเฟ้อให้ดี
Source - เว็บไซต์มติชน (Th)

Thursday, July 03, 2008  08:34
24764 XTHAI XFRONT FRNT V%NETNEWS P%WMTC

          แม่ค้าโวย"ก๊าซ"หุงต้ม บังคับซื้ออาทิตย์ละถัง

          "โกร่ง"เตือน ธปท.ดูแลเงินเฟ้อให้ดี อย่าให้ถึงขั้นบริษัทล้มละลย จะ "จบเห่"แน่ แนะดึงดอกเบี้ยอย่าให้ขึ้นเร็ว ให้ปั๊มเงินออกมาสู้เงินตึงตัว ก๊าซหุงต้มเริ่มขาดแคลนแล้ว พ่อค้าแม่ค้าโวยถูกบล็อคให้ซื้อแค่อาทิตย์ละ 1 ถัง ทำให้ไม่พอใช้ คคบ.จี้รัฐลอยตัว"แอลพีจี"ผลักคนหันไปใช้"เอ็นจีวี"มากขึ้น

          @ "โกร่ง"เตือนธปท.ทำไม่ดีจบเห่

          เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางวิทยุเอฟเอ็ม 98 ว่าอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้มีโอกาสที่จะสูงเกิน 10% และทำให้ปี 2552 อัตราเงินเฟ้อจะสูงอยู่เกินระดับ 10% ขึ้นไป แม้ราคาน้ำมันจะไม่สูงขึ้นต่อเนื่อง หรืออยู่ที่ 120-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ตาม เพราะเมื่อสต๊อคเก่าหมด สินค้าใหม่จะทยอยขึ้นราคาจากต้นทุนน้ำมันที่เป็นขาขึ้นมาตลอดในปี 2551

          ส่วนผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้ภาวะเงินเฟ้อระดับ 10% นั้น นายวีรพงษ์กล่าวว่า สิ่งแรกที่จะเห็น คืออัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินออมน้อยลง เนื่องจากต้องซื้อสินค้าหรือลงทุนในมูลค่าที่สูงขึ้น ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล จากการส่งออกที่ลดลง แต่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหมวดพลังงาน การลงทุนและการบริโภคชะลอตัวลง ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง คาดว่าสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์

          "อาการอย่างนี้คงเกิดขึ้นแน่ๆ ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว ถ้าดำเนินนโยบายการเงินไม่ถูกต้องก็จบเห่ บริษัทห้างร้านจะขาดเงินสดหมุนเวียน ก็จะต้องขาดทุน ล้มละลายกันถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอย" นายวีรพงษ์กล่าว และว่า การรับมือนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพยายามทำทุกอย่างให้มีเสถียรภาพ ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ย หรือสภาพคล่อง ขณะที่กระทรวงการคลังต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจต้องมีงบประมาณขาดดุล โดยการเพิ่มการลงทุน หรือลดภาษีเงินได้ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

          @ แนะดบ.อย่าขึ้นเร็ว-ปั๊มเงิน

          "หน้าที่สำคัญตอนนี้คือ แบงก์ชาติต้องสร้างเสถียรภาพ คือ ดอกเบี้ยจะขึ้นก็ต้องดึงไว้อย่าให้ขึ้นเร็ว เงินจะตึงก็ต้องปั๊มเงินออกมาอย่าให้มันตึง ต้องทำให้มีเงินเพียงพอ แต่เท่าที่ดูทัศนคติของผู้ว่าการ หรือรองผู้ว่าการแล้ว ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ เพราะยังเข้าใจว่าดอกเบี้ยจะเป็นตัวปราบเงินเฟ้อ แต่จริงๆ มันเป็นผลของเงินเฟ้อ" นายวีรพงษ์ระบุ

          @ อุตฯรับเงินเฟ้อกระทบลงทุน

          นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อจะกระทบกับการลงทุนแน่นอน ทั้งการลงทุนผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออก เพราะนอกจากต้นทุนในการลงทุนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังคำนวณต้นทุนไม่ถูกด้วย โดยดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงเป็นสัญญาณที่เริ่มเห็นชัดว่าการลงทุนจะชะลอตัว รัฐบาลคงต้องหามาตรการออกมาช่วยเหลือ ซึ่งยอมรับว่าไม่ง่ายนัก

          "เงินเฟ้อต้องดูไปข้างหน้าด้วย ถ้าคิดว่าจะเฟ้อแน่ๆ ก็ต้องกดตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่เฟ้อแล้วก็ค่อยกด ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น ในข้อเท็จจริงธนาคารพาณิชย์ได้ปรับขึ้นไปแล้ว" นายจักรมณฑ์กล่าว

          @ สศช.ชี้ไตรมาส2โต6%-เงินเฟ้อไม่มีผล

          นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากการติดตาม เงินเฟ้อของไทยขยายตัวระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าทั้งปีจะขยายตัวใกล้เคียงกับที่ สศช.คาดไว้ว่า 5.3-5.8% เพราะเงินเฟ้อมีโอกาสจะเริ่มลดลงในไตรมาส 4 อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อที่สูงยังไม่กระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะเติบโต 6% เนื่องจากรายได้ประชาชนสูงขึ้น

          @ คลังชี้เงินเฟ้อกระทบเกษตรกรน้อยสุด

          นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.คาดว่าปีนี้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 7.2% และจากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น คือเกษตรกร เนื่องจากมีรายได้แท้จริงเพิ่ม 22.8% ทันกับอัตราเงินเฟ้อ ส่วนที่ได้รับผลกระทบ คือกลุ่มที่รายได้แท้จริงเพิ่มในอัตราต่ำกว่าเงินเฟ้อ คือกลุ่มแรงงาน พนักงานเอกชน ข้าราชการระดับกลาง รายได้แท้จริงเพิ่มเพียง 2.15-2.5% ส่วนข้าราชการบำนาญ รายได้ติดลบ 6.85% ซึ่งได้เสนอผลศึกษาต่อรัฐมนตรีคลังแล้ว คาดว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือต่อไป

          @ จี้ธปท.คิดเองขึ้นดบ.เป็นคุณเป็นโทษ

          นายสมชัยกล่าวถึงการดูแลนโยบายการเงินของ ธปท. ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 กรกฎาคม ต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะหากมีการปรับขึ้น เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบน้อยลง ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าอาจจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนของนักลงทุน และทำให้การลงทุนชะงักงันเพิ่มขึ้นไปอีกหรือไม่

          "ธปท.ต้องไปคิดเอาเองว่าขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตอนนี้ภาคเอกชนลงทุนไม่ได้อยู่แล้ว หลังจากที่ราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้นมาก ธปท.จึงควรคำนึงถึงต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่าการให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบน้อยลง" นายสมชัยกล่าว

          @ กสิกรฯชี้เงินเฟ้อเริ่มทะลุกรอบธปท.

          บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 8.9% เป็นอัตราที่สูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 8.5% นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของเดือนมิถุนายนที่ 3.6% ยังสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปีเช่นกัน และเป็นครั้งแรกที่เงินเฟ้อพื้นฐานสูงเกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. ที่ 0.0-3.5% ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะขึ้นไปเกิน 4.0% ในเดือนสิงหาคม และในช่วงปลายปีอาจเคลื่อนเข้าหาระดับ 4.5-5.0% ซึ่งจะเป็นประเด็นที่มีนัยอย่างยิ่งต่อการพิจารณากำหนดนโยบายการเงิน ในการประชุม กนง. วันที่ 16 กรกฎาคม และครั้งต่อๆ ไป

          @ ร้านอาหารร้องก๊าซหุงต้มขาด

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารในตลาดสดว่า เกิดปัญหาถูกร้านค้าก๊าซหุงต้มจำกัดการจัดส่งก๊าซให้ โดยระบุว่า ได้ข่าวว่าทางการจะขึ้นราคา จึงจำกัดให้แต่ละร้านซื้อได้สัปดาห์ละ 1 ถัง (ขนาด 15 กก.) เท่านั้น ซึ่งเดือดร้อนมาก เพราะไม่พอใช้

          พล.ท. (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้รับทราบว่ามีหลายพื้นที่ได้นำก๊าซแอลพีจีในถังบรรจุสำหรับครัวเรือนไปใช้กับรถยนต์ จึงอยากเตือนว่าจะเกิดอันตรายได้ รวมทั้งขอร้องรถยนต์อย่าเร่งเติม เพราะจะทำให้แอลพีจีในระบบขาดแคลนได้

          นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากการออกตรวจสอบปั๊มแอลพีจีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล        พบว่าปัญหาแอลพีจีคลี่คลายแล้ว และในเวลา 18.00 น. วันนี้ ปตท.จะนำเข้าแอลพีจีรอบที่ 2 จำนวน 22,000 ตัน กระจายไปทั่วประเทศ

          นายชัชวาล จากุมศรี กลุ่มแท็กซี่สายเหนือ (หมอชิต) กล่าวว่า ปัญหาแอลพีจีขาดตลาดเริ่มคลี่คลายสู่ปกติแล้ว แต่การที่รัฐขอให้แท็กซี่หันไปติดตั้งเอ็นจีวีภายในสิ้นปีนี้นั้น ผู้ขับขี่ยืนยันว่าหากไม่มีการรอคิวเติมเอ็นจีวี เชื่อว่าคนจะแห่ไปติดตั้งแน่นอน เพราะน้ำมันยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก

          @ คคบ.ให้รัฐลอยตัวราคาแอลพีจี

          นางรัศมี วิศวเวทย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แถลงผลการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ที่มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า คคบ.มีความเป็นห่วงมาตรฐานการติดตั้งถังก๊าซแอลจีพีในรถยนต์  จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 แห่ง มาให้ข้อมูล โดยต้องการให้เพิ่มผู้ตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งที่ปัจจุบันมีอยู่ 49 แห่ง นอกจากนี้ คคบ.เสนอรัฐบาลให้ประชาชนรับรู้ราคาที่แท้จริง โดยปล่อยให้ราคาก๊าซแอลพีจีเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐไม่ต้องชดเชย เพื่อให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหันไปใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทน เพราะกรมธุรกิจพลังงานก็ยืนยันแล้วว่าในระยะยาวแอลพีจีจะแพงกว่าเอ็นจีวีแน่นอน

          @ ชี้โลกเผชิญวิกฤตน้ำมันรอบ3

          เอพีรายงานว่า ในการประชุมปิโตรเลียมโลกเพื่อหาหนทางแก้ปัญหาราคาน้ำมันสูงที่ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น นายนาบูโกะ ทานากะ กรรมการบริหารขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่าขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญ "วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 3" ต่อจากวิกฤตในทศวรรษ 1970 และ 1980 ซึ่งยังมองไม่เห็นทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพราะปริมาณน้ำมันจะยังตึงตัว โดยประเมินว่าความต้องการน้ำมันโลกจะเพิ่มจากวันละ 86.87 ล้านบาร์เรล ในปีนี้ เป็น 94.14 ล้านบาร์เรล ใน ค.ศ.2013

          ส่วนราคาน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีทซื้อขายในตลาดลอนดอนวันที่ 2 กรกฎาคม ปรับขึ้น 1.06 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 142.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบทำสถิติสูงสุด เนื่องจากยังกังวลปัจจัยเดิมคือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินดอลลาร์อ่อน รวมทั้งประธานโอเปคออกมาระบุว่าไม่สามารถบอกอนาคตของราคาน้ำมันได้เนื่องจากมีความผันผวนสูง

          @ อิหร่านขู่น้ำมันพุ่งถ้ามะกันโจมตี

          เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในการประชุมปิโตรเลียมโลกที่ประเทศสเปน นายโกแลม ฮอสเซน      โนซาริ รัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ว่า หากสหรัฐหรืออิสราเอลลงมือโจมตีอิหร่าน ทางอิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอย่างไม่สามารถจินตนาการได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกโจมตีแต่ก็จะไม่หยุดส่งน้ำมันไปจำหน่ายให้ประเทศผู้ซื้อ เพราะอิหร่านเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ซื้อเสมอ

          ทางด้านนายอับดุลเลาะห์ เอล-บาดริ เลขาธิการกลุ่มโอเปค กล่าวกรณีสหรัฐเตรียมจะออกกฎหมายโดยให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐมีอำนาจยื่นฟ้องร้องโอเปคในข้อหาจำกัดโควต้าการส่งออกน้ำมัน จนเป็นเหตุให้น้ำมันราคาแพงว่า สหรัฐควรหยุดล่วงละเมิดโอเปค เพราะสาเหตุที่น้ำมันแพงเกิดจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนและการเก็งกำไร

          หน้า 1--จบ--



          ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
ผอ. เจนภพ
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 981


กระทู้: 18857



« ตอบ #9 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 08:58:39 »

เรื่องเงินเฟ้อนี่ โดยทฤษฎี แบงค์ชาติจะแก้ด้วยการ เพิ่มดอก
พอดอกเพิ่ม เงินก้อจะไหลเข้าเก็บในแบงค์
พอเงินไหลเข้าแบงค์ ไปนอนพักในนั้น เงินก็หายาก
คนใช้จ่ายน้อยลง ปัญหา เงินฝืดก็จะตามมา
ดังนั้น หากว่า แบงค์ลูกสูบนี้ ดูดเงินเข้าระบบ
ก็ต้องใช้สูบอีกลูก ปั้มเงินออกมาผ่านช่องทางเงินกู้
เพื่อคงรักษา ระดับ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบให้ได้
ม่ายงั้น .... พอเงินหาจไปจากระบบ เศรษฐกิจ ได้พังอีกรอบละครับ
บันทึกการเข้า
M@Ds Evil
< 没德 無德 缺德 >
Administrator
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 123


กระทู้: 9155


I @M M@D DOG


« ตอบ #10 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 09:03:41 »

เรื่องเงินเฟ้อนี่ โดยทฤษฎี แบงค์ชาติจะแก้ด้วยการ เพิ่มดอก
พอดอกเพิ่ม เงินก้อจะไหลเข้าเก็บในแบงค์
พอเงินไหลเข้าแบงค์ ไปนอนพักในนั้น เงินก็หายาก
คนใช้จ่ายน้อยลง ปัญหา เงินฝืดก็จะตามมา
ดังนั้น หากว่า แบงค์ลูกสูบนี้ ดูดเงินเข้าระบบ
ก็ต้องใช้สูบอีกลูก ปั้มเงินออกมาผ่านช่องทางเงินกู้
เพื่อคงรักษา ระดับ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบให้ได้
ม่ายงั้น .... พอเงินหาจไปจากระบบ เศรษฐกิจ ได้พังอีกรอบละครับ
อีกสาเหตุก็มาจากพวกร้านทองนี่แหละ ไม่ยอมเอาเงินฝากแบง เอามาใส่ตุ่มนอนกอด ม่ายก็เอามาปล่อยจำจนหมด ......  Roll Eyes
บันทึกการเข้า

<a href="http://www.ranthong.com/mkportal/addon/RTN02.swf" target="_blank">http://www.ranthong.com/mkportal/addon/RTN02.swf</a>
" ชั่วอย่างมีรสนิยม รื่นรมย์ในความเลว "
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #11 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 09:08:55 »

เรื่องเงินเฟ้อนี่ โดยทฤษฎี แบงค์ชาติจะแก้ด้วยการ เพิ่มดอก
พอดอกเพิ่ม เงินก้อจะไหลเข้าเก็บในแบงค์
พอเงินไหลเข้าแบงค์ ไปนอนพักในนั้น เงินก็หายาก
คนใช้จ่ายน้อยลง ปัญหา เงินฝืดก็จะตามมา
ดังนั้น หากว่า แบงค์ลูกสูบนี้ ดูดเงินเข้าระบบ
ก็ต้องใช้สูบอีกลูก ปั้มเงินออกมาผ่านช่องทางเงินกู้
เพื่อคงรักษา ระดับ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบให้ได้
ม่ายงั้น .... พอเงินหาจไปจากระบบ เศรษฐกิจ ได้พังอีกรอบละครับ
อีกสาเหตุก็มาจากพวกร้านทองนี่แหละ ไม่ยอมเอาเงินฝากแบง เอามาใส่ตุ่มนอนกอด ม่ายก็เอามาปล่อยจำจนหมด ......  Roll Eyes



เห็นด้วยครับ แต่ทำไงได้ ฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ยน้อยนี่ครับ

อย่างนั้นต้องใช้เงินเยอะๆครับ จะได้ช่วยกระจายรายได้ Undecided
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
tigerroad197
VIP
กรรมการผุ้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 121


กระทู้: 16106



« ตอบ #12 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 09:52:35 »

 Grin Grin

ขอบคุณมากครับ  Embarrassed
บันทึกการเข้า
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #13 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 16:19:22 »

ฮ่องกงเตรียมเปิดตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าเดือนต.ค.นี้ หลังนลท.แห่ซื้อทองแทนหุ้น
Source - IQ Biz (Th)

Thursday, July 03, 2008  12:32
38155 XTHAI XECON XCORP XCOMMOD XINTER V%WIREL P%IQ

          อินโฟเควสท์ (03 ก.ค. 51)--ฮ่องกงจะกลับมาเปิดตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าความต้องการโลหะมีค่าประเภททองได้เพิ่มสูงขึ้น
          ความเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยบริษัทฮ่องกง เอ็กซ์เชงจ์ แอนด์ เคลียร์ริ่ง จำกัด (HKEx) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการตลาดหุ้นฮ่องกง มีขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนมักจะมองว่าทองเป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่าในยามที่มีปัญหา อย่างเช่นการร่วงลงของตลาดหุ้นในปีนี้
          แถลงการณ์ของ HKEx ระบุว่า ผู้ที่คาดว่าจะเข้ามาซื้อขายในตลาดมีทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน นักค้าทอง ธนาคาร ตลอดจนบริษัทเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจทองคำ
          ขณะที่ช่วงเวลาซื้อขายจะอยู่ในช่วง 8.30 - 17.00 น. (7.30 - 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
          การกลับมาเปิดตลาดในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ได้มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปิดตลาดอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆในฮ่องกง ซึ่งเคยมีการซื้อขายทองล่วงหน้ามาแล้วในยุค 1980s และ 1990s
          สำนักข่าวธอมสัน ไฟแนนเชียลรายงานว่า จีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ได้เปิดตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าในเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ GFMS ที่ปรึกษาอิสระด้านโลหะมีค่าในลอนดอนได้เปิดเผยเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า จีนยังขึ้นแท่นผู้ผลิตทองรายใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่แล้ว โดยแซงหน้าแอฟริกาใต้ที่ครองตำแหน่งนี้มานานกว่า 100 ปี

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/สุนิตา โทร.0-2253-5050 ต่อ 315 อีเมล์: sunita@infoquest.co.th--
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
amy
Gold Shop
ผู้ช่วย ผู้จัดการ
*****

คะแนนถูกใจสะสม 0


กระทู้: 899



« ตอบ #14 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2008, 16:21:36 »

ตลาดทองฮ่องกง ปิดตลาดที่ 943.50-944.50 ดอลลาร์/ออนซ์
Source - เว็บไซต์สำนักข่าวเนชั่น (Th)

Thursday, July 03, 2008  15:45
59374 XTHAI XECON XCORP V%NETNEWS P%WNO

          ฮ่องกง - ราคาทองคำ ตลาดค้าทองฮ่องกงปิดตลาดวันพฤหัสบดี (3 ก.ค.51) ที่ระดับ 943.50-944.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เทียบกับปิดตลาดเมื่อตลาดวันพุธ (1 ก.ค.51) ที่ระดับ 940.00-941.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 943.00-943.50 ดอลลาร์/ออนซ์
          3  กรกฎาคม  2551เวลา15:32:14

          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
บันทึกการเข้า

It's not how good you are, it's how good you want to be.
หน้า: [1] 2 3 ... 37   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!