งง!แบงก์หักเงินฝากทวงหนี้รูดปื๊ด

(1/1)

₡a$i₦o €Gold₦oMic:
งง!แบงก์หักเงินฝากทวงหนี้รูดปื๊ด 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2284 03 ม.ค. - 05 ม.ค. 2551


ลูกหนี้แฉเล่ห์แบงก์ โวยลั่น!จงใจไล่หักเงินในบัญชีเงินฝากจนเกลี้ยง อ้างค้างชำระบัตรเครดิต แม้หมดอายุความแล้วยังตามเช็กบิลไม่เลิก ทนายเผยบางรายค้างจ่ายหลักร้อยบาท แต่ถูกตั้งเรื่องตามยึดที่ดินมูลค่าเหยียบล้าน ขณะที่แบงก์-บ.ติดตามหนี้เตือนตั้งใจหนีหนี้เจอดีแน่ แต่หากเจรจาประนอมหนี้อาจได้ส่วนลด ขณะที่ประธานชมรมผู้ติดตามเร่งรัดหนี้สินติงแบงก์ควรแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนหักบัญชี


นายประเวศ ประภานุกูล นักกฎหมายจากสำนักงานงานกฎหมายประเวศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้เริ่มเห็นปรากฎการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งพยายามหักเงินจากบัญชีเงินฝากส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยหรือธนาคารต่างประเทศ ซึ่งในบางกรณีลูกหนี้เป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว 5-8 ปี แต่ทางธนาคารพาณิชย์ยังตามหักเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้เหล่านั้นอยู่ โดยเฉพาะการหักกลบลบหนี้บัตรเครดิตที่ยังเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกค้าจะต้องรับทราบว่ามีกรณีนี้เกิดขึ้น


++งง!ค้างบัตรเครดิตแต่ถูกไล่หักบัญชีเงินฝาก


ยกตัวอย่างในช่วงเดือนสิงหาคม2550 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานงานกฎหมายประเวศได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องเรียกเงินคืนและเรียกค่าเสียหายจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในคดีดำ 8388/2550เนื่องจากผู้มอบอำนาจ (เป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงเทพ) ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่ธนาคารกรุงเทพได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากไปจำนวน 53,000 บาท (เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2549) ซึ่งผู้มอบอำนาจได้สอบถามไปยังสาขาของธนาคารดังกล่าวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต ที่ผู้มอบอำนาจค้างชำระมาตั้งแต่ปี 2542 และลูกหนี้ได้ยกเลิกบัตรเครดิตไปเมื่อปี2542 แต่ในเวลาต่อมาได้กลับมาเปิดบัญชีเงินฝากใหม่กับธนาคารกรุงเทพ ในเดือนกันยายน 2549 จนกระทั่งมีเงินที่โอนเข้ามาในบัญชี และถูกธนาคารหักเงินจากบัญชีออกไปจนไม่มีวงเงินเหลือในบัญชีดังกล่าว


นักกฎหมายคนดังกล่าว ระบุอีกว่า นอกจากรายดังกล่าวแล้ว ยังมีลูกหนี้บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพอีกรายหนึ่ง ที่ถูกหักเงินในบัญชีในกรณีคล้ายๆกัน คือ ลูกหนี้ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในปี 2542 โดยยอมรับว่ายังมีหนี้ค้างชำระกับธนาคารอยู่ หลังจากนั้นลูกหนี้ได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพ แต่เมื่อมีเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร ธนาคารก็ได้หักเงินจากบัญชีดังกล่าวกว่า 30,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน 2550


++ลูกหนี้โวยถูกหักเงินเกลี้ยงบัญชี


นายประเวศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากตัวอย่างดังกล่าวแล้ว ยังมีคดียักยอกทรัพย์ที่ดำเนินการฟ้องทางอาญากับธนาคารยูโอบี จำกัด หมายเลขคดีดำ 3785/2550 จากกรณีที่ธนาคาร


ไม่ได้ดำเนินการฟ้องคดีลูกหนี้ที่ค้างชำระ แต่ใช้วิธีหักเงินจากบัญชีเงินเดือนของลูกหนี้รายหนึ่งไปทั้งจำนวนวงเงิน 37,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเดือนที่ทางบริษัทจ่ายผ่านบัญชีของธนาคารยูโอบีเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2550 จนบัญชีเงินฝากดังกล่าวมียอดเงินคงเหลือ 0 บาท


ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในทางกฎหมายหากเป็นกรณีของคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหนี้จะมีสิทธิหักเงินเดือนลูกหนี้ได้เพียง 30% ของรายได้ต่อเดือนเท่านั้น ขณะที่กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นทางธนาคารไม่ได้ดำเนินการฟ้องคดีหรือบอกกล่าวลูกหนี้ก่อนที่จะมีการหักเงินจากบัญชีเงินเดือนออกไปทั้งหมด


หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้น คือ ทางสำนักงานกฎหมายฯ ได้ดำเนินคดีกับธนาคารซิตี้แบงก์ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยให้ผู้รับมอบอำนาจยึดที่ดินของลูกหนี้รายหนึ่งซึ่งมีมูลค่าตามราคาประเมิน 1,070,400 บาท เพราะเหตุที่ลูกหนี้รายดังกล่าวมียอดหนี้คงค้างบัตรเครดิตกับธนาคารซิตี้แบงก์ค้างอยู่จำนวน 794.50 บาท เนื่องจากเมื่อ 14 พฤษภาคม 2546 ศาลแขวงพระนครใต้ได้พิพากษาให้ลูกหนี้รายหนึ่งชำระหนี้ให้ซิตี้แบงก์จำนวน 37,594.90 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปีของเงินต้น 28,701.68บาท แต่ต้องนำเงินที่ลูกหนี้ชำระก่อนฟ้องมาหักออก ซึ่งจะเหลือยอดหนี้ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 (วันที่จ่ายหนี้ครั้งสุดท้าย) โดยกรมบังคับคดีคำนวณคิดเป็นมูลหนี้ 7,720.67 บาท (ขณะที่ทางสำนักงานกฎหมายประเวศคำนวณมูลหนี้ไว้ที่ 7,691.05บาท)


และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความอีก 300 บาท หลังจากนั้นลูกหนี้ได้วางเงินตามศาลกำหนดรวมเป็น 970 บาท และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 ได้วางเงินชำระหนี้ที่ศาลอีกจำนวน 10,000 บาท จนทำให้ยอดหนี้คงเหลืออยู่ที่ 794.50 บาท


หลังจากนั้น เมื่อ12 มีนาคม 2547 ทนายความของซิตี้แบงก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยแถลงต่อศาลว่าลูกหนี้ไม่ได้มีการชำระหนี้ จากนั้นศาลได้ออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษา โดย ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2547 ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากซิตี้แบงก์ได้เงินที่วางชำระหนี้ไว้ที่ศาล 10,000 บาทไปแล้ว แต่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 ผู้รับมอบอำนาจช่วงของธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งเป็นคนละคนกับที่ฟ้องคดีและรับเงินไปจากศาล ได้ดำเนินการตั้งเรื่องขอยึดที่ดินของลูกหนี้โดยมีเจ้าของร่วมกับคนอื่น


ขณะที่กรมบังคับคดีได้ออกหนังสือบังคับคดีแทนให้สำนักงานบังคับคดี จังหวัดนนทบุรีทำการยึดที่ดินตามโฉนดมูลค่าที่ดินที่ขอยึด 1,070,400 บาท โดยที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงของซิตี้แบงก์แถลงยืนยันว่า ลูกหนี้ไม่เคยชำระหนี้ และได้สืบหาทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้แล้วแต่ไม่ปรากฏทรัพย์สินอื่นที่มีมูลค่าสูงกว่าหมายบังคับคดี ทั้งยังยืนยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จังหวัดนนทบุรีอีกว่าหากเกิดข้อผิดพลาดประการใด ทางธนาคารซิตี้แบงก์จะรับผิดชอบ


ต่อกรณีดังกล่าว "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามไปยังซิตี้แบงก์ และได้รับการชี้แจงจากพนักงานซิตี้แบงก์ว่ามีการดำเนินคดีเกิดขึ้นจริง แต่กรณีของลูกหนี้รายดังกล่าวนั้น อาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของลูกหนี้ เพราะที่ผ่านมาธนาคารได้รับชำระหนี้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น


++หนี้หมดอายุความก็ยังตามยึดทรัพย์ได้


นายประเวศยังได้กล่าวให้ความเห็นว่า ในหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เงื่อนไขการหักกลบลบหนี้นั้น หากหนี้ที่ขอหักกลบยังไม่ขาดอายุความ จะมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาแรกที่จะหักกลบลบหนี้กันได้ แม้แต่หนี้ที่ขาดอายุความแล้วก็ขอหักกลบลบหนี้กับอีกฝ่ายหนึ่งได้ ถ้ายังอยู่ในเวลาแรกที่หักกลบลบหนี้ยังไม่ขาดอายุความ เช่น บัตรเครดิตที่ยกเลิกเดือนมกราคม 2548 จะขาดอายุความประมาณเดือนมกราคม 2550 แต่หากลูกหนี้มีการเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ในเดือนธันวาคม 2549 โดยมีเงินค้างในบัญชี ธนาคารจะขอหักเงินในบัญชีเงินฝาก ณ เดือนมีนาคม 2550 ซึ่งหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว แต่เวลาแรกที่ขอหักนั้นยังไม่ขาดอายุความ ซึ่งกรณีที่มีเงินโอนเข้าบัญชีภายหลังนั้น ยังเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เนื่องจากบัญชีเงินฝากมีการเปิดไว้ก่อนแล้ว แต่เพิ่งจะมีเงินโอนเข้ามาในบัญชีหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว จึงควรจะขาดเงื่อนไขเช่นกัน


นอกจากนี้ เงื่อนไขการหักกลบลบหนี้โดยหลักของกฎหมายยังระบุชัดเจนให้ต้องไม่มีข้อโต้แย้งและมีจำนวนหนี้ที่แน่นอน แต่กรณีหนี้บัตรเครดิตนั้นจะมีข้อโต้แย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งมีผลให้จำนวนยอดหนี้ไม่แน่นอน


++ให้อำนาจแบงก์หักเงินในบัญชีลูกหนี้


นายสงคราม สกุลพราหมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โดยหลักการของกฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้กันสามารถหักเงินจากบัญชีเพื่อหักกลบลบหนี้ได้ ไม่ยกเว้นแม้หนี้ที่ขาดอายุความ ส่วนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นในกรณีลูกหนี้ของธนาคารกรุงเทพ ลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต และธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้ ส่วนบัญชีเงินฝากนั้นทางลูกค้าเป็นเจ้าหนี้เงินฝากธนาคารดังกล่าวจึงสามารถหักกลบลบหนี้กันได้ ดังนั้นลูกหนี้ต้องทำความเข้าใจเรื่องวินัยการเงิน เพราะไม่เช่นนั้นธนาคารก็จะมีแต่หนี้เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้น เพราะลูกหนี้ไม่คิดที่จะชำระหนี้


++บ.ติดตามหนี้แนะลูกหนี้เจรจาแบงก์


ขณะที่นายประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชษฐ์ คอลเล็คชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด (บริษัทรับติดตามทวงหนี้) ในฐานะประธานชมรมผู้ติดตามเร่งรัดหนี้สินโดยวิธีที่เป็นธรรม กล่าวให้ความเห็นถึง กรณีการหักบัญชีเงินฝากหรือการตามยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้ว่า มีความเป็นไปได้ใน 2 กรณีคือ หากเป็นลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการฟ้องคดีไปแล้ว ธนาคารเจ้าหนี้สามารถติดตามยึดสินทรัพย์ได้จนกว่าจะหมดอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่มีการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่หากเป็นกรณีที่ไม่ได้มีการฟ้องร้อง และหนี้ยังคงอยู่ สถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะทวงถามหรือหักบัญชีจากบัญชีเงินฝากได้


กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ต้องพิจารณาว่าการที่สถาบันการเงินหักเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ไปนั้นหักด้วยอำนาจอะไร เช่น ในสัญญาบัตรเครดิตอาจเปิดช่องให้ธนาคารเจ้าหนี้หักจากบัญชีเงินฝากลูกหนี้ได้ หรือในกรณีที่มีการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ มีการเปิดทางให้ธนาคารมีอำนาจหักเงินจากบัญชีเงินฝากได้หากลูกหนี้มีหนี้อื่นใดที่เป็นหนี้อยู่กับธนาคาร และยินยอมให้กับธนาคารหักบัญชีได้


ทางด้านนายณรงค์เดช วรสารนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสำนักงานกฎหมายเอ็นแอนด์เอฟ จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มการติดตามหนี้ด้วยวิธีการหักเงินในบัญชีเงินฝากของลูกค้า มีโอกาสที่จะเพิ่มบ่อยขึ้นตามแนวโน้มของลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้มากขึ้น โดยที่ผ่านมายอมรับว่ากรณีของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่งที่มักจะติดตามหักเงินในบัญชีเงินฝากของลูกค้าที่ค้างชำระหนี้บัตรเครดิต เนื่องจากในสัญญาที่ลูกค้าสมัครใช้บริการบัตรเครดิตนั้น ได้ระบุให้ธนาคารสามารถหักเงินในบัญชีอื่นๆของลูกค้าที่มีอยู่ในธนาคารเดียวกันได้ ดังนั้นหากมีเงินเข้ามาในบัญชีและธนาคารตรวจสอบพบก็จะหักเงินดังกล่าวทันที


นอกจากนี้ กรณีที่เกิดขึ้นยังมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารเจ้าหนี้ได้ฟ้องร้องลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้ โดยที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้คืน ซึ่งหากเป็นลูกหนี้ที่มีเงินเดือนผ่านธนาคารทุกเดือน ธนาคารก็จะหักเดือนละไม่เกิน 30% ของรายได้ หรือกรณีที่มีโบนัสเข้ามาก็จะหักไม่เกิน 30% แต่ในบางกรณีที่ลูกหนี้ไม่ติดต่อเข้ามาเลย แต่บังเอิญธนาคารตรวจพบว่ามีเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากก็สามารถหักเงินดังกล่าวไว้ทั้งก้อนได้


"ข้อแนะนำสำหรับลูกหนี้ คือ น่าจะเจรจาของประนอมหนี้กับธนาคาร เพื่อมีโอกาสที่จะได้ลดหนี้ลง แต่หากไม่เจรจาเจ้าหนี้ก็จะติดตามหนี้แบบเต็มจำนวนที่เป็นหนี้"  "Thank You" from 1 Member

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ