ข่าวคราวการอาพาธของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองไทย หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจทำให้หลายคนสงสัยว่าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นอันตรายหรือไม่
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ ผศ.นพ.พงศ์อมร บุนนาค หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ผศ.นพ.พงศ์อมร อธิบายว่า ในปัจจุบันคนทั่วไปมีความรู้เกี่ยว กับโรคเบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น แต่ความรู้เกี่ยวกับภาวะน้ำตาล ในเลือดต่ำยังน้อยอยู่ เนื่องจากภาวะ น้ำตาลในเลือดต่ำเป็นเพียงอาการอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องวินิจฉัยหาสาเหตุกันต่อไปว่าสาเหตุของภาวะดังกล่าวเกิดจากอะไร ทั้งนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในคนปกติ พบได้น้อย เพราะแม้ร่างกายจะขาดน้ำตาล เช่น ขณะอดอาหารนาน ๆ ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ถ้าไม่มีโรคประจำตัว
ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือ มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิ กรัมเปอร์เซ็นต์ ลงมา มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องใช้ยาในการควบคุมระดับน้ำตาล เช่น อาจเกิดจากการรับยาเข้าไปแล้วไม่รับประทานอาหารในระยะเวลาที่กำหนด หรือโหมออกกำลังกายมากจนเกินไปและอาจพบในคนที่ไม่ค่อยแข็งแรง มีภาวะขาดอาหาร เป็นโรคตับ โรคไต หรือโรคต่อมไร้ท่อบางชนิด อาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่ายกว่าคนปกติโดยทั่วไป นอกจากนี้
ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะส่งผลต่อตับโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มขณะท้องว่าง หรือการใช้ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของยารักษาโรคเบาหวานก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ ผศ.นพ.พงศ์อมร กล่าวว่า ปกติร่างกายคนเราจะต้องใช้น้ำตาลในเลือดอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจะเห็นความสำคัญของการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดโดยมีกลไกควบคุมอยู่ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง จะส่งสัญญาณออกมาเป็นอาการต่าง ๆ ซึ่งจะแสดงออกมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะน้ำตาลต่ำ และระยะ เวลาที่ร่างกายขาดน้ำตาล โดยอาการที่แสดงออกจะมาจาก 2 ทาง คือ
1. เกิดจากการกระตุ้นของประสาทอัตโนมัติ เป็นกลไกป้องกัน เป็นขบวนการของร่างกายที่พยายามสร้างน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการใจสั่น หวิว ๆ มือไม้สั่น เหงื่อแตก คล้ายกับเวลาหิวข้าว
2. เกิดจากภาวะสมองขาดกลูโคส หากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำไม่มากอาการจะไม่ค่อยชัดเจน แต่ถ้าอยู่ในระดับที่ต่ำมากจะมีอาการมึนงง อ่อนเพลีย ในกรณีต่ำมาก อาจจะต่ำถึง 30-40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เช่น ผู้ป่วยจะมีอาการซึม พูดไม่รู้เรื่อง พูดอ้อแอ้ และอาจทำให้ชัก หมดสติ ซึ่งถือเป็นอันตราย อย่างยิ่งเพราะหากผู้ป่วยชัก หรือหมดสติ ขณะขับรถ หรือทำงานในลักษณะเสี่ยง เช่น การปีนป่าย ใช้เครื่องจักร จะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
หรือหากผู้ป่วยหมดสติในบริเวณลับตาคน ไม่มีผู้ช่วยเหลือทันท่วงที สมองอาจเกิดภาวะขาดน้ำตาลนานเกินไป ถือเป็นภาวะที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว สำหรับวิธีการตรวจและรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผศ.นพ.พงศ์อมร อธิบายว่า แพทย์จะเริ่มจากการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หากพบว่าต่ำจริงจะตรวจเพิ่มเติมต่อไปว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนมากใน ผู้ป่วยเบาหวานมักเกิดจากการใช้ยาไม่ เหมาะสม บางรายที่ไม่มีโรคประจำตัวแต่พบว่าน้ำตาลในเลือดต่ำมาก ก็อาจตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกบางอย่างหรือไม่แต่ก็พบได้น้อยมาก
การรักษาภาวะน้ำตาลต่ำขึ้นอยู่กับว่าอาการรุนแรงแค่ไหน หากเป็นมากถึงขั้นหมดสติต้องหามส่งโรงพยาบาล แพทย์จะให้กลูโคสทางเส้นเลือด แต่ถ้าอาการ ไม่รุนแรงผู้ป่วยยังรู้สึกตัวอยู่ มีวิงเวียน และใจหวิว ๆ จะให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำหวาน ลูกอม ผลไม้ ขนมปัง หรือถ้าใกล้เวลารับประทานอาหารก็ให้เลื่อนมารับประทานให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามต้องดูให้แน่ชัดเสียก่อนว่าสาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดจากอะไร มีโรคอื่นหรือไม่
ผศ.นพ.พงศ์อมร กล่าวว่า
ตามธรรมชาติร่างกายจะมีกลไกป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ ฮอร์โมนต่าง ๆ จะเร่งทำงาน กระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำตาลขึ้นมา สำหรับคนทั่วไปที่มาพบแพทย์ด้วยอาการใจหวิว ๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภาวะน้ำตาลต่ำ แต่มักเกิดจากความเครียด ความกังวล เช่น คนที่เพิ่งทานข้าวแล้วมีอาการใจหวิวก็มี อาจเป็นเพราะกังวลไปเองว่าน้ำตาลต่ำ หรือ
กรณีผู้สูงอายุหากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ก็อาจเกิดอาการวิงเวียน คล้ายจะเป็นลมได้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะน้ำตาลต่ำ ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจควรตรวจน้ำตาลในเลือดดูก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่มีอาการวิงเวียน ใจหวิว
ท้ายนี้คงต้อง บอกว่า แม้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีโอกาสพบได้ไม่มากในคนปกติแต่ก็ไม่ควรประมาท ควรหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ ตรวจการทำงานของตับ ไต ในผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องหมั่นตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ ๆ ปัจจุบันมีเครื่องมือทันสมัยออกแบบมาให้ใช้สะดวก มีขนาดกะทัดรัด เพียงเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแล้วใช้เครื่องตรวจ เสียเวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ทราบผล อีกทั้งการตรวจบ่อย ๆ ก็จะช่วยในการปรับอาหาร ยา และวิธีการรักษาได้เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ควรพกอาหารเล็กน้อย ๆ เช่น ลูกอมติดตัวไว้เผื่อกรณีที่ไม่สามารถทานอาหารได้ตามเวลาที่กำหนด.
http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?ColumnId=24707&NewsType=2&Template=1
"Thank You" from 1 Member